Prapan's profile^_^ HAPPY MEMO ^_^PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
^_^ HAPPY MEMO ^_^October 09 เซี่ยเหมิน-จางเจียเจี้ย ความสุขบนยอดเขาห่างหายไปนานเลย กับการเดินทางไกล ครั้งนี้ด้วยความฟลุคหรืออะไรก็ไม่รู้ได้ อยู่ๆ ดีๆ ก็ได้เดินทางไปยังเมืองจีน ดินแดนแห่งความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เดินทางไปยังเมืองเซี่ยเหมิน และ จางเจียเจี้ย รวมทั้งหมด 7 วัน เดินทางโดยสายการบินไทยแอร์ เอเชีย เริ่มตรงที่จริงๆ แล้วกรุ๊ปนี้เราจะไม่ได้ไปหรอก แต่บังเอิญพี่สาวของผู้จัดการซึ่งจะไป เกิดไม่สบายกระทันหันขึ้นมา ผู้จัดการก็เลย ให้เราไป (แต่ต่อมาพี่สาวผู้จัดการก็ไปด้วยแหล่ะ) กรุ๊ปนี้มีทั้งหมด 37 ชีวิต เช้าวันเดินทางคือวันที่ 24 ส.ค. นัดลูกค้าไว้ตอนเที่ยงครึ่งที่เคาน์เตอร์ ก็ติดรถพ่อไปกะว่าจะไปลงแถวๆ พระราม 7 แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป ปรากฏว่า เช้าวันนั้นเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณสะพานซังฮี้ (ใกล้ๆ กับบ้านจันทร์ส่องหล้าของนายกฯ แหล่ะ) ระเบิดมีอาณุภาพทำลายล้างกว้างถึง 5 กิโลเมตร ดีนะที่ไม่ระเบิด ถ้าระเบิดเนี่ย แย่เลย ตำรวจปิดการจราจรบริเวณนั้นทันที ไม่ให้รถผ่านไปมา ทำให้รถติดมาก แล้วบังเอิญว่าเราต้องผ่านด้วยไง ก็เลยต้องทนกับรถติดต่อไป ดีนะที่ออกจากบ้านเร็วหน่อย พอไปถึงสนามบินก็เกือบเที่ยงครึ่งพอดี ลูกค้ากรุ๊ปนี้มากันเร็วมาก เพราะเห็นบอกว่า สายการบินแอร์เอเชีย ทำงานช้า ต้องรีบมาเพื่อที่จะได้มีเวลาไปช้อปปิ้งด้านใน กว่าจะเช็คอินเสร็จก็เกือบบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว เครื่องบินออกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบ สายการบินแอร์เอเชีย เป็นโลว์คอส เลยทำให้ไม่สามารถเข้ามาจอดเทียบกับชานชาลาได้ ผู้โดยสารจึงต้องนั่งรถบัสออกไปขึ้นเครื่องแทน ประสบการณ์แรกในการทัวร์ครั้งนี้เลย ก็คือว่า แอร์เอเชียเนี่ย ถึงจะออกตั๋วมาแล้ว และมีเบอร์ที่นั่งบนเครื่องบินแล้วก็เถอะ แต่ก็เหมือนกับไปซื้อของลดราคา กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ อ่ะ ใครขึ้นเครื่องได้ก่อน ก็ได้เลือกที่นั่งก่อน ต้องแย่งกันนั่ง ทำให้กรุ๊ปเราก็นั่งรวมกันบ้างกระจายกันบ้างไป เครื่องบินเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเซี่ยเหมิน เวลา 19.55 น. พอออกมารับกระเป๋า เอาอีกแล้ว กระเป๋าเดินทางที่พึ่งใช้ครั้งแรก แตกอีกแล้ว ถามเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน ไอ้เราก็กลัวว่า ถ้าไปทำเรื่องเคลมกระเป๋า จะวุ่นวายและเสียเวลาคนอื่นๆ ก็เลย เอาไว้ก่อนวะ เดี๋ยวขากลับค่อยมาเคลมก็ได้ เลยรีบออกมา ก็เจอไกด์หนุ่มท่าทางแข็งแรง อารมณ์ดี ยืนถือป้ายรับทัวร์ ไปขึ้นรถ ไกด์ที่เซี่ยเหมิน ชื่อว่า CHEN NIAN ZHUN หรือเรียกว่า จุ่น พูดภาษาไทยชัดมาก เพราะเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาอยู่ที่ไทย (มหาสารคาม) ถึง 1 ปี ก็เลยชัดแจ๋วเลย แถมกินหมาที่มหาลัย หมดไป 4 ตัวแหนะ เซี่ยเหมินตั้งอยู่ในอำเภอฮกเกี้ยน มีสัญลักษณ์คือ นกกระยางขาว ไข่มุกแห่งท้องทะเล เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ 1 ใน 5 ของประเทศจีน พอขึ้นรถได้ ก็มีการแนะนำตัวกันเล็กน้อย แล้วรถก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางแรก คือ ภัตตาคาร เพื่อรับประทานอาหารค่ำ กรุ๊ปนี้มีกินเจกัน 2 คน เลยต้องให้ทำกับข้าวมาเป็นพิเศษ สำหรับ 2 คน ซึ่งอาหารเจก็นะ มีแค่ผัดผัก กับน้ำแกง แค่นั้นเอง แต่ลูกค้าก็บอกว่าพอแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว หลังจากทานอาหารกันเสร็จก็พาเข้าที่พักสำหรับค่ำคืนแรก เราพักกันที่ โรงแรม XIAMEN HUAQIAO HOTEL หลังจากส่งลูกค้าขึ้นห้องหมดแล้ว จุ่นไกด์หนุ่มก็พาเรากับพี่สาวและพี่ชายผู้จัดการไปกินอะไรกันนิดหน่อย แล้วค่อยกลับมานอน คืนแรกกว่าจะได้นอนก็ตี 2 กว่า ๆ แหนะ เช้าวันที่สองมาเยือน พร้อมแสงอรุณยามเช้า วันนี้ไม่รีบอะไรมากมาย เพราะว่า โปรแกรมมีแค่พาไปเดินช้อปปิ้งที่ถนนจงซาน แล้วก็ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ ไปยังจางเจียเจี้ย ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็พากันขึ้นรถ และเช็คอิน ตอนเช็คอินเนี่ย เกิดปัญหาเลย เพราะว่าลูกค้าไปแกะของที่ต้องสียตังค์ภายในห้อง กันเยอะมากๆ (จริงๆ แล้วเมื่อคืนก็ลืมบอกไปแหล่ะว่ามี) ทำให้ต้องคอยเคลียร์ก่อน และที่สำคัญไอ้ที่ลูกค้าแกะกันเยอะๆ เนี่ย มันเป็นคล้ายๆ กับยาคุมแบบฉีดของผู้หญิง ที่ฉีดเข้าไปในช่อง... เพื่อไว้ป้องกันเวลามีเพศสัมพันธ์ แล้วคิดดูสิว่ากรุ๊ปทัวร์นี้มีแต่ผู้หญิง และอายุอานามก็ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่า 50 กันเกือบทุกคน แล้วไปแกะมันทำไม กล่องละตั้ง 30 หยวน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทแหน่ะ พอสงสัยก็เลยถามว่า แกะกันทำไม ลูกค้าก็บอกว่า นึกว่าเป็นยาสีฟันบ้างหล่ะ นึกว่าเป็นปรอทบ้างหละ เลยเสียตังค์เลย ก่อนพาไปเดินทางที่ถนนจงซาน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็อยู่ติดกับโรงแรมนั่นแหล่ะ) จุ่นก็พาเข้าร้านบัวหิมะก่อน อย่างแรก ตอนแรก ลูกค้าก็บอกว่าจะไม่ซื้อ เข้าไปฟังเฉยๆ ปรากฏว่าสุดท้ายก็ซื้อกันมาเป็นกระตักๆ หลังจากนั้นเข้าร้านบัวหิมะแล้ว ก็พามาเดินที่ถนนจงซาน ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เลย จะมีหน่อยก็เป็นตลาดสด ที่ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แทรกอยู่ในตึกสูงใหญ่บริเวณนั้นได้ หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน ข้าวเที่ยงมื้อนี้กินกันบริเวณริมทะเล ใกล้ๆ กับ ถนนหวนเต่า ซึ่งเป็นถนนที่สร้างลงไปในทะเล สวยงามมาก เห็นแล้วก็นึกว่า ทำไมเมืองไทยไม่ทำอย่างนี้บ้าง แล้วเซี่ยหมินก็ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย จากถนนหวนเต่า ถ้าใช้กล้องส่องทางไกลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จะสามารถมองเห็นเกาะไต้หวันได้ด้วย หลังอาหารก็พาไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางไปยัง จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน โดยสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ ตอนแรกก็นึกว่า เที่ยวบินนี้จะบินตรงจากเซี่ยเหมินไปจางเจียเจี้ยเลย ปรากฏว่าไม่ใช่ ต้องไปแวะจอดที่เมืองฉางซาก่อน เลยทำให้เสียเวลาไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งจุ่นก็ไม่รู้เหมือนกัน จุ่นบอกว่าตอนซื้อตั๋วเขาก็บอกว่า เซี่ยเหมิน - จางเจียเจี้ย เท่านั้น ไปถึงจางเจียเจี้ย ประมาณ 18.00 สนามบินที่จางเจียเจี้ย เป็นสนามบินที่แปลกมาก พอลงจากเครื่องปุ๊บ ก็ต้องเดินเข้าไปยังตัวอาคาร ซึ่งมีชั้นเดียวด้านหลังสนามบิน เห็นเป็นภูเขาหลายลูกตั้งตระหง่านอยู่ ดูแล้วสวยงามจริงๆ ที่ว่าแปลกก็คือ พอเดินลงมาจากเครื่องบินแล้ว ส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จะให้เดินขึ้นไปยังตัวอาคารทันที ห้ามยืนถ่ายรูป แต่ที่จางเจียเจี้ยนี่ ใครจะถ่ายก็ถ่าย จะเดินเล่นก็เดิน แปลกดีมั้ยหล่ะ ก็เลยได้เก็บภาพ บริเวณสนามบินมาฝากกันนี่ไง ไกด์ท้องถิ่นที่มาคอยต้อนรับคณะเราก็คือ สาวสวยนาม เหวินจิ้ง หรือเรียกเธอว่า เสี่ยวเหวิน ไกด์ท้องถิ่นที่นี่พูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีทัวร์คนไทยมาลงที่นี่เท่าไหร่นัก นานๆ มาที และเสี่ยวหวินก็พึ่งจะรับกรุ๊ปคนไทยเป็นครั้งแรกด้วยนั่นเอง จากนั้นก็พาไปยังโรงแรม และกินข้าวภายในโรงแรม วันนี้มีรายการพิเศษที่ไม่มีรวมอยู่ในรายการ ก็คือ ดูการแสดงโชว์วัฒนธรรม ของชาวเผ่าแม้ว ซึ่งถ้าใครสนใจจะเข้าชม ก็เสียค่าผ่านประตูคนละ 180 หยวน มีลูกค้าที่สนใจประมาณ 15-20 คน ที่ไปดูด้วย การแสดงก็สวยงามน่าสนใจดี ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ การปีนบันไดที่ทำจากมีดคมกริบด้วยเท้าเปล่า ขึ้นไปยังยอดสูงสุด และ ปล่อยมือมั่ง จับมั้ง อยู่ข้างบนนั้นแหล่ะ เสียวแทนเลย พอการแสดงเคาะไม้ (คล้ายๆ กับลาวกระทบไม้) ก็ให้คนลงไปเล่นได้ เสี่ยวเหวินก็ลากเราลงไปกระโดดด้วย แต่ก็โดดโดนมั่ง หลบได้มั่ง โดดครั้งเดียวพอ เพราะคนลงมาเล่นเยอะมาก จากนั้นก็ยังมีเกมส์อีกอันหนึ่งคือ การเลือกเจ้าสาว เสี่ยวเหวินก็ผลักเราออกไปเล่นซะงั้น มีเจ้าสาวทั้งหมด 5 คน ปิดหน้าไว้ แล้วให้ทายว่าคนไหนเป็นเจ้าสาวตัวจริง ที่แสดงอยู่ในการแสดงเมื่อกี้ (ซึ่งเราไม่ได้ดู) ก็เลยเลือกคนที่ 3 มีคนเลือกเหมือนเราตั้ง 3 คน รวมเราเป็น 4 คน ทำให้กรรมการต้องหาวิธีตัดออกเหลือคนเดียว ก็คือการงัดข้อ รอบแรก เราได้คู่มือเป็นคนจีน ตัวเท่าๆ กัน เลยไม่หนักใจอะไร ชนะไปสบายๆ พอเจอรอบชิง เป็นคนจีนเหมือนกัน แต่ตัวใหญ่เบ้อเร่อเลย ก็เลยแพ้ไป แต่เจ้าสาวคนที่เราเลือกก็ไม่ถูกอยู่ดี หลังจากจบการแสดงก็กลับที่พัก แล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันกับพวกลูกทัวร์ผู้ชาย ก็เลยไปกินกันในตลาดกลางคืน คนเยอะมาก และแมลงก็เยอะด้วย แต่ก็อร่อยดี และถูกด้วย กินเสร็จก็กลับห้องนอน เช้าวันรุ่งขึ้น เช้าแห่งความหนื่อยยาก เช้าแห่งความเมื่อยล้า ก็มาถึง เพราะว่าวันนี้ทั้งวันต้องปีนเขา เขา และก็เขา หึหึหึ เอาหล่ะสิ คณะทัวร์คณะนี้ก็มีแต่วัยรุ่น (ดึก) กันซะส่วนใหญ่ ช่วงเช้าเราไปกันที่อุทยานแห่งชาติ จางเจียเจี้ย ซึ่งคนเยอะมากๆ เท่าที่สังเกตุจะเห็นแต่คนจีน เกาหลี ซะเป็นส่วนใหญ่ มีคณะเราคณะเดียวที่เป็นคนไทย ถามเสี่ยวเหวิน ว่าทำไมวันนี้คนเยอะจัง แกก็ดันตอบกลับมาให้ได้ตกใจว่า วันนี้ถือว่าน้อยนะ ปกติจะเยอะกว่านี้อีก การเข้าไปภายในอุทยาน จะต้องซื้อบัตรผ่านประตู ที่มีลักษณะคล้ายการ์ดโทรศัพท์บ้านเรา นอกจากใช้บัตรแล้ว ยังต้องมีการสแกนลายนิ้วมือให้ตรงกับบัตรด้วย เป็นไงหล่ะ ไฮเทคแค่ไหน ใครหวังจะเอาบัตรคนอื่นมาแอบอ้างอย่าหวังให้ยาก หลังจากผ่านประตูมาได้แล้ว (เราไม่ต้องผ่าน เขาทางพิเศษ เพราะมีบัตรไกด์) ที่แรกที่ไปเยี่ยมชมก็คือ เขาสิงโตเหลือง หรือภาษาจีนเรียกว่า หวงซือไจ้ โดยการนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปด้านบนของภูเขา กระเช้าที่นี่ดูจะปลอดภัยกว่าที่เคยไปขึ้นที่คุนหมิง แต่เสียอย่างเดียว ภายในกระเช้าต้องยืนเพราะคนเยอะมาก ไอ้เราก็ไม่ได้ยืนติดกระจก ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย ขึ้นมาถึงด้านบนก็ถึง เขาสิงโตเหลือง ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้ มีเนื้อที่ 83000 กว่าไร่ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1300 เมตร บนเขามีจุดชมวิวที่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวเขา พอดีช่วงที่ไปนี่เป็นหน้าร้อน วิวก็ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไกด์สาวบอกว่าถ้ามาช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และม่านหมอก สวยงามมาก หยุดพักให้ได้ถ่ายรูป กินลมชมวิวกันสักพัก ก็พานั่งกระเช้าลงด้านล่าง เพื่อไปทานอาหารกลางวัน ซึ่งต้องออกจากอุทยานไป ไกด์เลยต้องบอกว่าให้เก็บบัตรเข้าไว้ให้ดีอย่าใสห้หาย เพราะว่าต้องใช้อีก พอทานข้าวเสร็จก็กลับมายังจุดทางเข้าเดิม แต่ไปคนละที่กัน ตอนบ่ายนี้ ไม่ได้เดินขึ้นเขาแล้ว แต่เดินเลาะไปตามลำน้ำที่ไหลไปตามหุบเขา ซึ่งลำธารนี้เรียกว่า จินเปียนซี หรือลำธารแส้ทอง เป็นลำธารที่ไหลวนตามช่องเขาและชะง่อนผา ระยะทางยาว 5700 เมตร น้ำในลำธารเขียวใส สองฟากฝั่งจะมีหินแปลกประหลาดตั้งตระหง่านเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ภูเขาแม่ลูก ซึ่งมีลักษณะคล้ายผู้หญิงกำลังอุ้มลูกอยู่ (มองๆ ไปก็คล้ายอย่างที่เขาว่าแหล่ะ) เดินไปได้แค่ครึ่งทาง ลูกทัวร์ก็ไม่เดินกันแล้ว เพราะเมื่อย เลยให้หยุดพัก จริงๆ แล้ว บริเวณนี้ถ้ามาเดินหน้าหนาว อาจจะได้บรรยากาศกว่านี้ พอหายเหนื่อยกันแล้วก็พาเดินออก ไกด์เห็นสภาพแล้วว่า เดินมาทั้งวัน คงล้าน่าดู เลยพาไปร้านนวดฝ่าเท้า เพื่อที่จะได้พักผ่อนให้หมอนวดฝ่าเท้าให้ ปรากฏว่า คนไทยไปไหนก็แล้วแต่ ตรงไหนมีของขาย ก็เป็นอันได้ซื้อ ซึ่งก็จริงๆ ที่ร้านจะมีขายพวกยาแช่เท้า บัวหิมะ และยานวด รวมทั้งดีหมีด้วย ก็ซื้อกันซะเรียกว่า เปิดร้านใหม่ได้มั้ง หลังจากหายเมื่อยแล้ว ก็พาเข้าโรงแรม และกินอาหารกันในโรงแรมนั่นแหล่ะ แต่อาหารมื้อนี้ กินไม่ค่อยได้ เพราะว่า ทำมามีแต่หมู และมันมากๆ ซึ่งคนไทยก็อย่างที่รู้กันว่า ไม่ชอบกินอาหารมันๆ มื้อเย็น (คนไทยเชื้อสายจีนนะ) มื้อนี้ก็เลยกินกันไม่ค่อยลง ส่วนอาหารเจ 2 คน ก็ได้มาแต่ไข่เจียว ที่เหลือรอนานมากๆ ลูกค้าก็เลยไม่รอ งอนซะงั้นเลย หลังอาหารมื้อเย็น พวกอาเฮียทั้งหลาย ก็เริ่มออกปฏิบัติการล่าเนื้อหมากัน วันแรกที่มาถึงเมืองจีน ก็ถามแล้วว่า มีเนื้อหมาให้กินหรือเปล่า ไกด์เราก็ช่างประเสริฐ บอกว่ามีครับ หาให้ได้ ก็เลยเป็นอันว่าได้กินด้วยการจัดการของ ไกด์สาวสวย เสี่ยวเหวิน ก็เลยได้กินกัน รสชาดเนื้อหมาที่เรากินไป ก็คล้ายๆ กับเนื้อไก๋อ่ะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเนื้อหมาก็ไม่รู้หรอก อร่อยปะแล่มๆ แหะแหะแหะ ที่ปะแล่มก็เพราะว่า รู้ไงว่าเป็นเนื้อหมาอ่ะ คราวนี้ขอเล่าเรื่องน่ารักๆ ระหว่างไกด์สาวกับหัวหน้าทัวร์หนุ่ม (อิอิ) นั่นหมายถึงเรานั่นแหล่ะ หลังจากกินเนื้อหมากัน เราอิ่มแล้วก็เลยปล่อยให้พวกอาเฮียคุยกันไปเรื่อยๆ เราก็ไปเดินเล่นกับเสี่ยวเหวิน แล้วก็กินไอติมกัน แต่เสี่ยวเหวินเป็นคนจ่ายอ่ะ เราจะจ่าย เขาก็บอกว่า เราเป็นแขกให้จ่ายให้ได้ไง ก็เลยยอม แค่นี้แหล่ะ เหอะเหอะเหอะ พอกลับมาโรงแรม เสี่ยวเหวิน ก็ซื้อลูกกีวี มา แล้วก็ปลอกให้กินด้วย พนักงานที่โรงแรม ก็เลยแซวว่า ทำไมไม่จีบเลยหล่ะ ผู้หญิงมานั่งปลอกผลไม้ให้กินเนี่ย แสดงว่าเขาต้องคิดอะไรบ้างแหล่ะนะ เราก็เลยบอกว่า กำลังจะจีบอ่ะ แต่เขามีแฟนแล้ว (แล้วมารู้ทีหลังอีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วด้วย) ก็เลยได้แต่คิดให้ใจชุ่มฉ่ำเล่นๆ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ก็ไม่วายไปส่งถึงหน้าห้องนอนแหล่ะเรา อิอิ เช้าวันต่อมา ก็ไปปีนเขากันต่อ ที่เขาเทียนจื่อซาน ทางเข้าก็เป็นแบบเดียวกันกับทางเข้าอุทยานจางเจียเจี้ย ที่ต้องใช้บัตรและลายนิ้วมือ ก็จะไม่ให้เหมือนกันได้ไงหล่ะ ก็มันเป็นที่เดียวกัน เพียงแต่คราวนี้เรามาเข้ากันอีกทางนึงเท่านั้นเอง พอเข้ามาได้ ก็ต้องนั่งรถ ไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ขึ้นเขาไป ก็นั่งกันซะเบื่อแหล่ะ แถมเส้นทางก็วกไปเวียนมา แทบจะเอาของที่กินไปตอนเช้าออกมาให้ได้ พอขึ้นไปถึง เราก้ได้เห็นถึงสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่คนจีนคิดได้อ่ะ ทำได้ยังไง นั่นคือ ลิฟท์สวรรค์ เป็นลิฟท์แก้วที่สร้างเพื่อโดยสารขึ้นไปบนเขาสูง ลองนึกภาพนั่งกระเช้า ก็ว่าตื่นตาตื่นใจแล้วนะ อันนี้นั่งลิฟท์อ่ะ ขึ้นตรงๆ ไปจนถึงยอดเขา เห็นหมดเลยทิวทัศน์ แจ่มจริงๆ เขาเทียนจื่อซาน มีเนื้อที่ 65 ตร.ม. ยอดเขาสูงสุดวัดได้ 1250 เมตร ทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกของเขา เต็มไปด้วยชะง่อนผาอันสูงชัน ลำห้วยลึก และป่าหินซึ่งมีหินยักษ์ในรูปลักษณะต่างๆ นานา ยืนตระหง่านค้ำฟ้าอยู่ พอมาถึงยอดเขาด้วยลิฟท์สวรรค์แล้ว ไกด์สาวเราก็พาไปชมวิว ณ รูปปั้นนายพลเฮ่อหลง ซึ่งเป็นลานกว้าง สามารถถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้ และยังมีทางลงไปชมวิวด้านล่างได้อีก แต่เราไม่ได้ลงไป เพราะว่ามีลูกทัวร์บางคนไม่ยอมลงไป ด้วยความเหนื่อยล้ามั้ง เลยขอนั่งพัก ไอ้เราก็เลยต้องอยู่เป็นเพื่อนด้วย พอกลุ่มที่ลงไปขึ้นมา พี่จุ่น ไกด์หนุ่มเรามีมาเยาะเย้ย สวยจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้ลงไป แล้วก็หัวเราะ มันน่านัก จากนั้นก็นั่งรถบัสกลับลงสู่ด้านล่างเพื่อไปรับประทานอาหารกัน พอรับประทานอาหารเสร็จ คราวนี้ไม่ขึ้นเขาแล้ว ไปเข้าถ้ำแทน นั่นก็คือ ถ้ำมังกรเหลือง (หวงหลงต้ง) ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความสูงถึง 160 เมตร แบ่งออกเป็นสี่ชั้น ภายในถ้ำมีอ่างเก็บน้ำ 1 แห่ง ลำธารใต้ดินสองสาย น้ำตกใต้ดินสามแห่ง บึงสี่แห่ง ห้องโถงสิบสามแห่ง และระเบียงทางเดิน 90 กว่าแห่ง ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อย รูปร่างต่างๆ มากมาย แล้วพวกเราก้อได้ลงเรือ ล่องไปตามลำธารภายในถ้ำ ซึ่งน้ำนั้น ขอบอกเย็นมาก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในนั้นต้องใส่เสื้อกันหนาวกันทุกคน ก็อุณหภูมิเล่นคงที่ที่ 25 องศาตลอดเวลานิ แต่พอออกข้างนอกดิ ประมาณ 35 ไม่เป็นไข้ก็ให้มันรู้ไป เขาอยู่ในถ้ำกันมีความสุขดีออก พอล่องเรือเสร็จก็ออกมาเพื่อที่จะเดินทางไปสู่สถานีรถไฟจางเจียเจี้ย ไปสู่หมู่บ้านโบราณฟ่งหวง แต่ปรากฏว่า ฝนดันเป็นใจซะเหลือเกิน เทกระหน้ำลงมาซะงั้น ก็เป็นอันว่า ต้องยืนคอยให้ฝนหยุด แต่พี่จุ่น ไกด์เราดูท่าทางแล้วว่า ถ้ารอฝนหยุดเนี่ย ต้องตกรถไฟแน่ๆ ก็เลยเอาวะ ให้ลูกทัวร์ซื้อเสื้อกันฝน กันคนละตัว (ตัวละ 3 หยวน) แล้วก็ลุยฝนไปกันเลย กว่าจะถึงรถเราก็เล่นเอาขากางเกงเปียกโชกเลย ไปถึงสถานีรถไฟ ก็ต้องมาวุ่นวายกับสัมภาระ เพราะว่า ต้องเอากระเป๋าเดินทางทั้งหมดไปด้วย บริเวณสถานีรถไฟ ก็จะมีพวกคนจีน มาคอยบริการ แบกกระเป๋าให้ คิดใบละ 5 หยวน ใบไหนใหญ่หน่อยก็ 10 หยวน แต่เชื่อปะ ว่า คนนึงแบกเนี่ย แบกกันคนละ เกือบ 10 ใบใหญ่ๆ แล้วคนแบกเนี่ย ก็ตัวเล็กนิดเดียว แล้วต้องแบกขึ้นสถานีรถไฟ เกือบ 3 ชั้น ทำไปได้ เพื่อความอยู่รอด เห็นแล้วก็สงสารอ่ะนะ แต่ของเราแบกเองอ่ะ บรรยากาศในการนั่งรถไฟ ไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้กัน รถไฟเมืองจีน ไม่ได้ต่างจากรถไฟเมืองไทยเท่าไหร่ ออกจะน่ากลัวกว่ามากด้วยซ้ำ บนรถไฟเจ้าหน้าที่ก็จะคอยเข็นนู่นเข็นนี่มาขายตลอดเวลา (นั่งรถไฟประมาณ 3 ชั่วโมง) ทั้งถุงเท้า น้ำ ผลไม้ ของกิน ซึ่งที่เราชอบเนี่ย เป็นเต้าหู้เสียบไม้ราดด้วยพริกของเขาอ่ะ อร่อยมาก แต่เค็มไปนิด เสี่ยวเหวินซื้อให้กิน หลังจากได้นั่งพักผ่อนไปได้ 3 ชั่วโมง ก็ถึงคราวต้องมาผจญกับความโกลาหลครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ การขนกระเป๋าลงจากรถไฟ เพราะว่ารถไฟมีเวลาจอดและมีเวลาออก เราเลยต้องทำเวลาเหมือนกัน ไกด์ 2 คน กับหัวหน้าทัวร์ 1 คนก็ช่วยกัน รวมทั้งลูกทัวร์ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ด้วยความที่รู้กิติศัพท์ของคนเมืองจีนว่ามือไว ลูกทัวร์ทุกคนเลย ยืนล้อมกระเป๋าที่เอาลงมาแล้วเลย ดูซิว่าใครจะกล้ามาหยิบ แต่ที่น่าจับไปต้มยำทำแกงให้เปื่อยเนี่ย เห็นจะเป็นคนจีนที่จะขึ้นรถไฟ มันไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไรเลย จะขึ้นอย่างเดียว ไอ้เราก็เอาของลง มันก็จะเบียดขึ้นไป เจ้าหน้าที่กันแล้ว ก็ไม่อยู่ เราหมั่นไส้ก็เลยแกล้งดึงเสื้อมันไว้เล่นๆ ไม่ให้มันไป มันก็ไม่หันมามองนะ สะบัดๆ อย่างเดียว แล้วก็รีบแทรกขึ้นไป อีกทีไกด์หนุ่มเราหมั่นไส้มั้ง เห็นสวนกันขึ้นมาอยู่นั่นแหล่ะ เลยเอากระเป๋าวางไว้หน้าประตู แล้วพอคนจีนสวนขึ้นมา ก็ถีบกระเป๋าใส่เลย กระเด็นสิครับ เราก็สงสารนะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ไม่รอเอง ที่เขาไม่ยอมรอเพราะว่ากลัวจะไม่มีที่นั่ง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปเข้าทางอื่น ต้องมาเข้าประตูเนี้ย หลังจากผ่านความโกลาหลมาแล้ว ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน (รวมทั้งเราและไกด์ด้วย) ว่าคราวหน้าไม่เอาแล้วนะ รถไฟ เข็ด ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าทีเดียว สถานีรถไฟที่เราลง เป็นสถานีรถไฟจี๋โส่ว ห่างจากเมืองฟ่งหวงไปประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้นเราเลยต้องนั่งรถโค้ชต่อไปอีก 1 ชั่วโมง จนถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งถือเป็นวันที่ลำบากที่สุดในทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าหลังจากผจญกับรถไฟมาแล้ว มาถึงโรงแรม ปรากฏว่าโรงแรมไม่มีลิฟท์ แล้วพนักงานก็กลับไปหมดแล้วทำไงหล่ะ ไม่มีใครช่วยขนกระเป๋าขึ้นไปบนห้อง เราเลยต้องวานให้ผู้จัดการโรงแรมนั่นแหล่ะ เป็นคนช่วยหิ้วขึ้นไป แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่สำหรับเรายังไม่หมด เพราะว่ามัวแต่ห่วงของคนอื่น เลยไม่ได้หิ้วกระเป๋าเอกสารของเราลงมา ซึ่งภายในนั้นมีกุญแจสำหรับเปิดกระเป๋าเดินทางอยู่ แล้วคนขับรถก็ไปแล้ว เลยต้องนอนทั้งชุดนั้นแหล่ะ รอจนเช้าถึงได้เปลี่ยนชุด เฮ้อ กรรม... เช้าวันต่อมา ก็ไปเที่ยวชมหมู่บ้านโบราณฟ่งหวง ซึ่งมีรูปหงส์เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ หมิง และ ชิง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากเที่ยวชมความโบราณของบ้านเรือนแล้ว ก็ไปนั่งเรือล่องแม่น้ำถัวเจียงกัน ซึ่งแม่น้ำก็ใสเหลือเกิน ขณะล่องเรือ ก็จะมีสาวเผ่าเหมียว มาคอยขับกล่อมเพลงต้อนรับแขกผู้มาเยือน อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเพลงเพราะมาก โดยเฉพาะเวลาเสี่ยวเหวินร้อง พอล่องเรือเสร็จก็ปล่อยให้ลูกค้าได้เดินช้อปปิ้งกันสักพักแล้วก็พาเดินทางกลับสู่จางเจียเจี้ย ด้วยรถโค้ช (ไม่นั่งแล้วรถไฟ) ถึงจางเจียเจี้ย ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงได้ แล้วก็พาเข้าที่พัก ส่วนพวกอาเฮียก็ออกไปหาอะไรกินกันต่อ ซึ่งแถวๆ นั้นก็มีเปิดอยู่แค่ร้านเดียวก็คือ ร้านลูกกุ้งมังกร คล้ายๆ เอากุ้งมารวนใส่เกลือ ใส่พริก แล้วก็ใสกะละมัง (ขอย้ำว่าใส่กะละมัง) มาเสิร์ฟเลย แล้วก็แจกถุงมือกันคนละคู่เพื่อที่จะได้กินกุ้งกันได้อย่างไม่ต้องกลัวสกปรก แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเกะกะมากกว่า เสี่ยวเหวินกลับบ้านไปก่อน ซึ่งเราก็ไปส่งที่หน้าบ้านแกอีกแหล่ะ แล้วก็กลับมาอีกทีพร้อมกับแฟนครับ แงแงแง... พอกินกับพวกอาเฮียเสร็จ เราก็มานั่งที่โต๊ะของเสี่ยวเหวินต่อ ก็นั่งเฉยๆ แหล่ะ ไม่ได้คุยอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร กว่าจะได้กลับห้องพร้อมพี่จุ่นก็เกือบตี 1 แล้ว ปรากฏว่า ไปเคาะห้อง ลูกทัวร์ที่นอนห้องเดียวกับเราไม่รู้ว่าไม่อยู่หรือไม่ตื่น เราก็เลยต้องมานอนห้องพี่จุ่นเลย เช้าตื่นมา ก็ไปเยี่ยมเยียนบ้านวาดภาพด้วยทราย กัน แป๊บนึง แล้วก็พาไปช้อปปิ้งห้างที่ใหญ่ที่สุดของจางเจียเจี้ย (คล้ายๆ กับโลตัสบ้านเราแหล่ะ) แล้วก็เดินทางกลับสู่เซี่ยเหมินกัน ใจหายเลย พอรู้ว่าจะต้องจากไกด์สาวแล้ว เราก็เลยขอเบอร์ไว้ แล้วก็บอกว่าถ้าว่างๆ จะโทรหาน้า แล้วก็ถ่ายรูปคู่ไว้อีกรูป พวกอาเฮียก็เชียร์เหลือเกินให้หอมแก้มแล้วก็กอด แต่ไม่กล้าอ่ะ เลยอดไป แล้วก็กลับมาถึงเซี่ยเหมินในที่สุด เช้าวันสุดท้ายในเมืองจีนสำหรับทริปการเดินทางอันทรหดอดทนทริปนี้ หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปสู่ เกาะกู่ลั่งยี่ หรือที่เรียกกันว่า เกาะเปียโน ทำไมถึงได้ชื่อว่าเกาะเปียโน ก็เพราะว่าบนเกาะนี้ มีพิพิธภัณฑ์เปียโนอยู่นั่นเอง เกาะกู่ลั่งยี่ เป็นเกาะที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเซี่ยเหมิน เพียง 700 เมตร เป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก เนื้อที่ 1.78 ตร.กม. บนเกาะถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของบ้านเรือนในสถาปัตยกรรมหลากหลายแบบของชนชาติต่างๆ ทั่วโลก เลยทีเดียว และชาวจีนโพ้นทะเลก้ได้นำมาสร้างไว้ ณ เกาะนี้เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ บนเกาะจะมีสวนซูจวง ซึ่งเป็นสวนที่ตกแต่งสวยงาม สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 ที่ว่าสวยงามก็เพราะเป็นสวนที่สร้างขึ้นโดยอาศัยธรรมชาติทางทะเลเป็นตัวกำหนดแบบแปลนของสวนนั่นเอง ภายในสวนก็มีพิพิธภัณฑ์เปียโน ซึ่งเป็นที่ที่เก็บเปียโนหลากหลายแบบ ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ รุ่นที่หาไม่ได้แล้วในโลกนี้ หรือนานๆ ครั้งจะหาเจอ ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ที่น่ารักๆ ก็จะมีเปียโนตัวเล็กๆ ที่ตั้งไว้ชนมุมเห้อง ตัวเล็ก ๆ น่ารักมาก หลังจากชมสวนและพิพิธภัณฑ์เปียโนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาช้อปปิ้งกันซะที คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ ให้เวลาเดินช้อปปิ้งกันอย่างเต็มอิ่มจุใจ ส่วนเราก็แอบเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใบนึง สวยถูกใจมาก ก็เลยยืนต่อราคากับเจ้าของอยู่นานมาก ก็ดื้อไม่ยอมให้ จนวินาทีสุดท้ายก็ให้มาในที่สุด แบบว่าจะเอาอ่ะ ก็อยากได้นี่นา กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ประมาณ 30 นิ้ว หุ้มหนัง จากราคาขาย 350 หยวน ยืนต่อกับมันจนได้ราคา 150 หยวน แพงปะ ก่อนจะเดินทางไปสู่สนามบินก็แวะไปดื่มชาคลายหนาว (เพราะฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว) จริงๆ แล้วกะว่าจะอยู่ร้านชากันแป๊บเดียว เพราะว่ามีโปรแกรมจะไปช้อปปิ้งกันต่อที่ห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองเซี่ยเหมิน คือ ห้างเวิร์ดมาร์ท แต่ปรากฏว่าเพลินกับการดื่มชากันนานไปหน่อย ก็เลยอด ไม่ได้อดอย่างเดียว เวลาจะไปสนามบินก็แทบจะไม่มีแล้ว ก็เลยต้องบึ่งกันแบบว่า พอเข้าไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน ก็เหลือเวลาแค่ 2 นาที ก่อนปิดเคาน์เตอร์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็บ่นหงิงเลย เราก็ไม่สนแล้ว โหลดกระเป๋า ออกบอร์ดดิ้ง พาส อย่างเดียว บ่นไป ไม่ฟัง แล้วก็รีบวิ่งมาเพื่อรอขึ้นเครื่อง เหตุผลที่ต้องรีบวิ่งมารอขึ้นเครื่องก็เพราะว่า สายการบินแอร์เอเชีย เหมือนกับซื้อของลดราคาอ่ะ ใครเร็วกว่าก็ได้ไป คงจะนึกภาพกันออกอ่ะนะ เมืองไทยเห็นบ่อยๆ อิอิ ในที่สุดการเดินทางอันยาวนาน ในดินแดนแห่งขุนเขาก็จบลง หลงเหลือไว้แต่ความเหนื่อย เอ้ย ความประทับใจ (ไม่รู้หล่ะใครไม่ประทับใจ แต่เราประท้บใจ พอแล้ว) สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ก็คงอ่านกันจนตาแฉะแหล่ะนะ ก็อ่านๆ ไปเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ... August 21 ห้วงหนึ่งของความคิด (ขณะนั่งรถเมล์) เมื่อวันเสาร์ไปทำงานครึ่งวัน หลังจากที่หายป่วยด้วยโรคยอดฮิต นั่นก็คือ... ไข้หวัดนก เหอะเหอะเหอะ จริงๆ แล้ววันเสาร์ปกติก็จะไม่ค่อยมีอะไรมากมาย เพราะส่วนใหญ่ก็จะปิดกันหมด ก็มีเราเนี่ยแหล่ะ ต้องมานั่งเฝ้าออฟฟิศ แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร
ตอนเช้าก็เริ่มผจญภัยกับการไปเอาตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าที่สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีพี่เมสเซนเจอร์คนหนึ่งไปรับตั๋วให้ แต่พอดีว่า รายนี้เป็นลูกค้าด่วน แล้วตั๋วที่ไปรับไม่สามารถออกเป็น E-ticket ได้ ต้องออกเป็นตั๋วเล่มเท่านั้น ก็เลยเป็นหน้าที่เราที่จะต้องถือ Voucher ตัวจริง ไปรับตั๋ว ตัวสายการบินอยู่ที่ตึกเพนนินซูล่า พลาซ่า ชั้น 4 ตรงๆ ถนนราชดำริ เราก็นั่งรถไฟฟ้าไป ก็สะดวกดี ขากลับก็ด้วยความที่ว่า โอเคไม่รีบมั้ง นัดลูกค้าเข้ามาเอาตั๋วตั้ง 11 โมงกว่า ๆ ก็เลย โอเคนั่งรถเมล์ก็ได้ วันเสาร์คนไม่เยอะ รถไม่ติดหรอก ก็เลยนั่งรถ ปอ. 73 กลับไปสะพานพุทธ เป็นจริงดังคาดแค่ครึ่งเดียว รถเนี่ยไม่ติดจริงๆ แต่คนไม่ได้น้อยอย่างที่คิดเลย จนถึงสะพานพุทธก็ยืนตลอดทางเลย เมื่อยโคตร...
ด้วยความที่ว่าต้องนั่งรอพาสปอร์ตลูกค้าที่เอาไปยื่นวีซ่าไว้มาส่ง แล้วก็ต้องรอส่งตั๋วให้ลูกค้าที่จะเดินทางไปฝรั่งเศส ก็บอกลูกค้าว่า เข้ามาได้นะครับวันนี้ เปิดถึงเที่ยง ลูกค้าก็ครับๆ (หรือค่ะก็ไม่รู้) พอเกือบๆ เที่ยง คุณเธอก็โทรมาถามว่า จะท้นมั้ยเนี่ย ตอนนี้อยู่ตรงเยาวราช (ซึ่งมันไม่ไกลกันเท่าไหร่) เราก็เลยบอกไปว่า ทันครับ ไม่ทันก็รอได้ครับ ไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เป็นไรของเธอจริงๆ จากเยาวราชมาถึงบ้านหม้อ เธอใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินทางมา เหงือกแห้งเลยเรา
พอเลิกงาน ก็ไปเดินบ้านหม้อ เพื่อหาซื้อรีโมต เครื่องดีวีดี ยี่ห้อโซเค่น ที่ซื้อต่อเขามาอีกที เพราะว่าซื้อในราคาถูกสุดๆ (แต่ไม่บอกหรอกว่าเท่าไหร่) แต่เขาไม่มีรีโมตมาให้เลยต้องไปหาซื้อเอง ไอ้เราก็อุตส่าห์มีชื่อรุ่นมาให้นะ แต่ก็ไม่สามารถหาซื้อได้ เพราะว่า ถามร้านไหนๆ ก็บอกว่าไม่รู้ มีนะมันมี รีโมตของ ดีวีดีโซเค่น แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ด้วยกันได้หรือเปล่า ก็เลยเอาวะ ไม่เสี่ยงซื้อดีกว่า ไปให้คนแถวบ้าน ที่เราซื้อเครื่องเขามาไปซื้อให้ดีกว่า จากนั้นก็กลับบ้าน ตอนแรกเปลี่ยวกะว่า จะเดินจากบ้านหม้อไปถึงท่าช้าง แล้วค่อยนั่งเรือข้ามฟากกลับ แต่นึกอีกทียังไม่ได้กินข้าวอ่ะ ไม่มีแรก ก็เลยนั่งรถกลับดีกว่า
ตอนนั่งในรถก็คิดอะไรเพลินๆ แล้วได้ยินเพลงลอยลมมาจากไหนไม่รู้ ซึ่งก็เป็นเพลงที่เก่าแล้ว คือ เพลง รักคือ เวอร์ชั่น ปุ๊ อัญชลี นั่งฟังๆ ไป ก็เลยนึกว่า แล้วเราหล่ะ ในความคิดของเรา "รักคืออะไร"
พอนั่งฟังไปฟังมา เราก็ได้คำตอบสำหรับตัวเรา ว่า "รักของเรา คือความเข้าใจ" ทำไมนะเหรอ ในความหมายของเรา คำว่า "เข้าใจ" มันมากกว่าแค่ความหมายที่ว่า คนสองคนจะเข้าใจกันเท่านั้น ความหมายของคำว่า "เข้าใจ" ของเรา คือ คำว่า "เข้า" และคำว่า "ใจ" แหล่ะ
เมื่อใจของคนสองคน สามารถที่จะวางซ้อนกัน ทับกัน เข้ากันได้อย่างพอดี มันก็ทำให้คนสองคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมากกว่าใคร เมื่อใจของคนสองคนเข้ากันได้ การเอาใจเขามาใส่ใจเราก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าเราสามารถเอามาแทนที่กันและกันได้ เพราะมันเท่ากัน
เมื่อใจของคนสองคนเข้ากันได้ คำว่าต้องยอมให้กัน ต้องทนให้กันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะใจมันเข้ากันได้ไง
แปลกมั้ยนั่งนึกอะไรเพลินๆ ไป แต่มันก็ทำให้เราสรุปได้แหล่ะ ว่า คำว่า "รัก" ในทัศนคติของเราคืออะไร มันก็คือ "ความเข้าใจ" นั่นเอง อิอิ...
ได้ยินเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่ง และเพื่อนอีกหลายๆ คน เกี่ยวกับความรักที่มันไม่ราบเรียบ ความรักที่มันขรุขระ เท่าที่เราเห็น เท่าที่เราดู ปัญหามันไม่ได้มาจากปัจจัยอะไรอื่นเลย มันอยู่ที่แค่คนสองคนเท่านั้นเอง ว่า คุยกันหรือเปล่า ถามกันหรือเปล่า เข้าใจดีแล้วหรือเปล่า ว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เข้าใจดีแล้วหรือเปล่าว่า เราคิดอย่างนี้จริงๆ เห็นมีแต่เอะอะก็เอาอารมณ์มาอยู่บนความรู้สึก มันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คุยกันให้เข้าใจว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แล้วมันจริงอย่างที่เราคิดหรือเปล่า
ใครที่มาอ่านแล้วรู้ตัวว่า เฮ้ยนี่มันเรื่องของกูนี่หว่า หรือว่า เฮ้ย นี่มันคล้ายๆ เรื่องของกูเลย ก็กลับไปคิดซะว่า มันจริงหรือเปล่า กับความคิดด้านเดียว ที่ใช้อารมณ์เป็นฐานความคิดนะ ถ้าคิดได้แล้ว แล้วจะรู้เองแหล่ะว่าต้องทำอย่างไร "เข้าใจ" "เข้าใจ" "เข้าใจ" August 01 บรรยากาศ 1 ปีที่วนกลับมาอีกครั้ง... เร็วเนอะ เวลาแป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้ว 1 ปี บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย ตูยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนะเนี่ย บางคนอาจจะคิดว่า ทำไม 1 ปีที่ได้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมจริงๆ มันจะสาหัสสากรรจ์ขนาดนี้นะ หรือบางคนอาจจะคิดว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย ชีวิตมีความสุขราบรื่นดี ก็แล้วแต่ทางใครทางมันเนอะ บางคนเจออะไรที่ดีก็ดีใจด้วย บางคนเจออะไรที่ร้ายๆ ก็พยายามสู้ต่อไปนะ
1 ปีที่เราได้สวมชุดครุยแถบฟ้าอันแสนจะหนักอึ้ง มาปีนี้ รุ่นน้องของเราก็ได้สวมมันมั่งแล้ว เย้ๆๆๆ งานรับปริญญาปีนี้จัดตรงกับวันเสาร์พอดิบพอดี เลยทำให้พวกเราที่จบไปแล้วหลายๆ คน และหลายๆ ปี ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แทบจะเรียกได้ว่า เกือบจะเป็นงานรวมรุ่นเลยทีเดียว เพราะมีไอ้วัวน้อยดันว่างนั่งนับเล่นว่า มีรุ่นเรา (รุ่น 34) กลับไปอยู่ ณ วันนั้น ถึง.... 65 คน (มันบอกว่ายังนับไม่หมดนะ) เยอะปะหล่ะ ซึ่งเท่าที่ดูเนี่ย ก็อาจจะเป็นไปได้นะ ถ้าใครได้ไปนั่งที่ยูเนี่ยนหล่ะก้อ จะเห็นแต่เพื่อนๆ เราทั้งนั้นเลย อิอิ...
เราไปที่มหาลัย คืนก่อนวันงานรับปริญญา เพราะคิดว่าถ้าไปตอนเช้าเนี่ย รถคงติดแน่ๆ และก็ไม่อยากที่จะตื่นแต่เช้า เพื่อมานั่งรอรถติด ก็เลยไปซะก่อนดีกว่า แล้วก็เลยนัดน้องรหัส เพื่อนที่กินข้าวด้วยกัน (แหะแหะแหะ น้องเลี้ยงนะ) น้องรหัสสายตรงเราไม่รับปริญญา เพราะว่า ได้งานเป็นแอร์ฯ ที่เจแปนแอร์ไลน์ ตามกฎ (ที่โหดสุดๆ) คือไม่อนุญาตให้ลางานช่วงเวลาฝึกงาน 3 เดือนเลย ก็เลยไม่ได้มารับ ก็ไม่รู้ว่าปีหน้ามันจะยื่นขอรับหรือเปล่า เพราะเห็นเพื่อนเราหลายๆ คนที่ได้งานที่แจล ก็รับปีนี้กันเยอะเหมือนกัน
ไปถึง น้องโอ๋ น้องรหัสปี 4 ก็บึ่งมอเตอร์ไซค์คันจิ๋วมารับ เพราะกินกันในเพชรช้อป (ใหม่) วันนั้นน้องๆ มากันครบ ยกเว้นน้องปอ น้องสายตรงที่ไม่ได้มารับปริญญา กับน้องอุ้ม น้องรหัสสายตรงปี 1 ที่บอกว่าไม่สบาย (แต่ไปนั่งเล่นเนตที่ร้านเนต) แต่เราก็ยังจิกน้องมานั่งได้แป๊บแหล่ะ อิอิ... กินกันไปก็คุยกันไป จิปาถะ ตามอารมณ์ พอกินเสร็จต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป นัดเจอกันอีกทีตอนเก้าโมงเช้าของอีกวันเพื่อที่จะมาถ่ายรูปกัน เราก็เดินกลับไปที่ คนอ. ก็ไม่เจอใครอยู่เลย พอดีเจอน้องลี่ที่เป็นเหฯ ปี 4 ก็เลยนั่งเล่นอยู่แล้วก็ให้น้องไปส่งที่ร้านเกมส์ เพื่อที่จะไปเอากุญแจบ้านน้องปาล์ม (งงปะ) แล้วก็เข้าบ้านไป คืนนี้พวกวี เต้ ปุ้ย จุ๊ ดา เทป หนึ่ง เก๋ ก็มาค้างเหมือนกัน แต่ค้างคนละบ้านกัน เราค้างบ้านน้องปาล์ม ส่วนพวกนั้นค้างบ้านน้องโน้ต เรากลับมาเจอแต่เก๋นอนเครียดอยู่กับการทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อจะเอาไปสอบ กพ. (ลากน้องๆ เครียดไปด้วยซะงั้น) ก็เลยลองไปนั่งทำดูมั่ง แล้วก็ต้องขอยกธงยอมแพ้ เพราะไม่รู้เรื่องเลย สูตรอะไรก็ไม่รู้
ประมาณเกือบเที่ยงคืนพวกวีก็กลับมาแล้วก็นั่งกินเหล้ากันต่อ ส่วนเราไม่อยากกินด้วย อะไรก็ไม่รู้แหล่ะ เลยไปนอน แต่นอนไม่ค่อยหลับหรอก พลิกไปพลิกมา พลิกไปพลิกมา อ้าว เกือบหกโมงเช้าแล้ว ต้องนอนจริงๆ แล้ว พอคิดจะนอนจริงๆ ก็ปรากฏว่าไอ้ลูกวัวน้อย (ไอ้แคมป์) ก็โทรมาให้ไปรับอีก เลยไม่ได้นอนเลย ก็กะว่าจะออกไปรับ ก็โดนปุ้ยเรียกคุย ก็เลยนั่งคุยกับปุ้ย เทปก็เลยไปรับมาแทน สภาพแต่ละคนก็นะ เมามายเมามาย
พอออกมาจากบ้านน้อง ก็ไปที่มหาลัย แล้วก็อยู่ที่มหาลัย จนถึงดึกดื่นแหล่ะ ส่วนพวกวีก็เห็นว่ากลับไปกันตอนบ่ายๆ ไม่ได้เจอกันหรอก ปีนี้พิเศษกว่าปีก่อนๆ เพราะว่าปีนี้ องค์สิริภาฯ ก็ทรงสำเร็จการศึกษาในคณะจิตรกรรมเหมือนกัน ก็เลยมีพระญาติมากัน ที่มาก็มีฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ มารับปริญญาด้วย (กิตติมศักดิ์) แล้วก็พระเทพฯ ที่มาพระราชทานปริญญาเหมือนทุกๆ ปี
งานเสร็จสิ้นจริงๆ ก็เกือบจะประมาณหกโมงเย็นได้ เมื่อยมากๆ เพราะว่าเดินไปเดินมา (ก็ไม่มีจักรยานนี่นา) พอเสร็จเราก็เอาของไปให้น้องรหัส ซึ่งซื้อเป็นตุ๊กตาหมาบลูด็อกให้ 1 ตัว (น่ารักดี) แล้วก็ไปกินข้าวกับน้องๆ คนอ. คุยไปคุยมาก็กลายเป็นว่าจะไปร้องคาราโอเกะกันต่อ ซะงั้น ก็เลยแยกย้ายกลับเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะว่าห้องเต็ม น้องๆ เลยซื้อเหล้ามานั่งกินกันในบ้านเลย เราก็เลยกินด้วย แต่ก็ไม่เยอะ เพราะไม่อยากเมา พรุ่งนี้ต้องกลับบ้านแต่เช้าด้วย
พอเช้าก็ไปถ่ายเอกสารหนังสือภาษาเกาหลีที่ยืมน้องป๊อบมา แค่เล่มเดียว มันล่อไปซะ 1 ชั่วโทง ไม่รู้ทำอะไรของมัน หน้ามึนๆ ถ่ายไปทิ้งไป เท่าที่เห็นมันถ่ายเนี่ย เสียไปมากกว่าสองเล่มอีก เซ็ง...
ผ่านไป 2 คืน กับ วันสำคัญของน้องๆ ที่จะได้ออกไปเป็นผู้ใหญ่ในสังคมภายนอก มองไปแล้วก็ย้อนกลับมามองตัวเอง เฮ้อ เร็วจริงๆ ก็สู้ๆ นะครับน้องๆ
โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ก็อย่าลืมความเป็นเด็กในตัวไปนะคร้าบ เพราะว่าโลกนี้มันโหดร้าย มองโลกในแง่ดีแล้วจะเจอแต่เรื่องดีๆ July 17 กลับมอ...ช่วงนี้ได้กลับไปที่ มหาลัย บ่อยๆ ตั้งแต่วันปิดกิจกรรมรับน้องชาย เรื่อยมา จนล่าสุด กีฬาเฟรชชี่ ทำให้ได้รับรู้อะไรเยอะขึ้น ได้รู้สึกอะไรมากขึ้น ได้เห็นความแตกต่างอะไรหลายๆ อย่าง เลยมานั่งนึกว่า อืม... อีกไม่นานกิจกรรมต่างๆ นาๆ นี่ก็คงจะถูกลดบทบาทลง จนอาจจะหายไปเลยก็ได้มั้ง
กีฬาเฟรชชี่ปีนี้ จัดทั้งหมด 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-15 ก.ค. ก็คือตั้งแต่วันพุธถึงวันเสาร์นั่นเอง ช่วง 3 วันแรกไม่ได้กลับไปดู ด้วยความที่ว่ามีการมีงานทำ และไม่สามารถปลีกตัวมาได้ก็เลยอดไป 3 วัน แต่ก็ได้มาเห็นงานวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันปิด คือวันเสาร์นั่นเอง
ปีนี้ ลีดส์เปิดคอนเซปแค่วันเดียว คือวันศุกร์ ได้ยินว่า เป็นคอนเซป ไฟนอล + สามก๊ก (อยากดู) ส่วนของศึกษา ก็เปิดคอนเซปไสยศาสตร์ เขาว่ากันว่า ทุกอย่างที่ศึกษาทำ เป็นของจริงหมด ตั้งแต่บทสวด พิธีกรรม ของเซ่นไหว้ ด้วยเหตุนี้เลยทำให้คณะเทคโนฯ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ... (อยากรู้อะดิ..อิอิ)
วันเสาร์ตอนแรกกะว่าจะไปเรียนภาษาเกาหลีก่อน แล้วค่อยไปที่มหาลัยสักประมาณบ่ายๆ ปรากฏว่าด้วยความขี้เกียจเรียน (ผีขี้เกียจเข้าสิง) ก็เลยไปมหาลัยเลย แต่ก็นะกว่าจะไปถึงมหาลัย ก็เกือบเที่ยงแล้ว... พอไปถึงก็พึ่งได้รู้ว่า วันนี้มีกิจกรรมเปิดโลกชมรมด้วย (งง) เปิดโลกฯ มีช่วงประมาณเที่ยงๆ จนถึงประมาณ บ่าย 3 หลังจากนั้น น้องๆ ก็มารวมกันที่ใต้ตึก 36 ปี (น้องๆ เขาเรียกกันว่า ลานบนอ่ะ ฟังแล้วนึกถึงลานบนตรงลานทรงพลไงๆ ไม่รู้) เพราะว่า จิตรกรรม ปี 2 มาสอนน้องร้องเพลง เพราะว่า โครงการอักษร-จิตรกรรม จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ค. ซึ่งก็คือวันนี้นี่เอง
ปีนี้จิตรกรรม สอนเพลง จิตรเจอะ, หนุ่มจิตร+สาวจิตร และ ศิลปากรนิยม 3 เพลง น้องๆ ก็ตั้งใจร้องกันดี จำกันเร็วจริงๆ จำได้เร็วกว่าเพลงคณะตัวเองอีก (555) ที่ห่วงก้อแค่น้องมือกลองอย่างเดียวแหล่ะ เพราะว่าปีนี้มือกลองกระดูกอ่อนมากๆ ตีกันป๋องแป๋ง แรงไม่มีเลย ก้อเลยต้องไปดู (ด้วยเหตุนี้แหล่ะ ถึงไปมอ. บ่อยๆ ไง)
พอจิตรกรรมสอนเพลงน้องเสร็จ ก็ให้น้องไปที่สแตนด์ที่สปอร์ต คอมเพล็กซ์กัน พอดีคณะดุริยางค์ มาโชว์ ก็เลยดูโชว์กันก่อน ก็มันส์ในแบบดุริยางค์เหมือนเดิม ปีนี้ลูกครูหนูก็เข้าดุริยางค์ ก็เป็นหนึ่งในที่มาโชว์นั่นเอง
ปีนี้มาก็ต้องแปลกใจว่า เอ๊ะ ทำไมสแตนด์มันเยอะอย่างเนี้ยหล่ะเนี่ย ก็เลยถามน้อง ก็ได้คำตอบว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรมีทั้งหมด 15 คณะแหนะ เยอะมาก มาทุกคณะด้วย ยกเว้นคณะมัณฑนศิลป์คณะเดียว ที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรม เพราะว่าเป็นวันปิดว้ากของคณะเขาอ่ะ ก็เลยไปทำกิจกรรมของเขาไป
ปีนี้จัดโดยการให้เอาคอนเสิร์ตมาเล่นก่อน (คงคิดภาพออกอ่ะนะว่าจะเป็นไง) ตอนแรกบอกว่ามี บูดาเบสต์ กับ อีโบล่ามา แต่สุดท้ายก็เห็นมีแต่ อีโบล่า กับใครก็ไม่รู้ที่เอาเพลงชาวบ้านเขามาร้อง แถมฝนก็ตกๆ หยุดๆ ก็เลยกร่อยสนิท ให้น้องๆ วิ่งเข้าไปหลบฝนกันในโรงยิม เพราะว่าวันนี้น้องๆ ใส่ชุดนักศึกษากัน มีแค่คณะวิทยาศาสตร์ กับคณะอักษร 2 คนเท่านั้นที่เข้ามาหลบ ก็เลยได้เอนเตอร์เทนกันนิดหน่อย พอเห็นว่าฝนไม่น่าจะหนักแล้ว ก็พาน้องๆ ออกไป คอนเสิร์ตก็ยังคงเล่นต่อไป ทำอะไรไม่ได้ เอนเตอร์เทนกันเองก็ไม่ได้เพราะคอนเสิร์ตเล่นอยู่ ก็เลยให้น้องๆ นั่งฟังเพลงกันไปเรื่อยๆ พอคอนเสิร์ตเล่นจบ ก็ถึงเวลาการแสดงของแต่ละคณะ ซึ่งมีทั้งหมด 14 การแสดง (ขาดของเดคไป)
ในความรู้สึกอ่ะนะ ปีนี้การแสดงไม่ค่อยน่าดูทุกคณะเลย ไม่รู้แสดงอะไรกันก้ไม่รู้ มีที่น่าดูและดึงดูดอยู่ก็จะมี ของ เทคโนฯ ที่ยังคงคอนเซปเดิมอยู่ แต่ก็น่าดูเหมือนเดิม ปีนี้เป็นแมงปอแฮะ คณะจิตรกรรม ที่ยังคงเล่นแสงสีเหมือนเดิม แค่ปีนี้ใช้ลูกโป่งในการเล่นแสง สวยงามไปอีกแบบ อักษร ก็ยังคงคอนเซปดูไม่รู้เรื่องอยู่เหมือนเดิม เน้นความลึกซึ้ง ปีนี้คอนเซป เกิดแก่เจ็บตาย ดุริยางค์ก็โชว์เพอคัสชั่นเช่นเดิม ปีนี้ดุริยางค์ทำงงกันถ้วนหน้าเพราะพอโชว์จบ ก็ดันร้องเพลงซานต้าลูเชีย ซึ่งถือว่าเป็นเพลงปิดกิจกรรมอ่ะนะ ชาวบ้านก็เลยต้องลุกขึ้นยืนตามกันหมด น้องอักษรฯ ก็บ้าจี้ช่วยร้องด้วยซะงั้นเลย (ต้องไปอยู่ในบรรยากาศ จะรู้ถึงความงวยงง)
พอการแสดงเสร็จก็ถึงพิธีมองรางวัลการแสดง ซึ่งก็ได้ไปทุกคณะเช่นเดิม หลังจากนั้นก็ร้องเพลงซานต้าลูเชีย กับ เพลงกลิ่นจัน ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะมีคณะไหนร้องกันเลย ยกเว้นอักษร กับจิตรกรรม โดยมีพี่เชียร์อักษรไปเป็นต้นเสียงเช่นเดิม พอจบเพลงซานต้าลูเชีย ก็ขึ้นด้วยเพลง ศิลปากรนิยม ของคณะจิตรกรรม (ก็ยังคงมีแต่อักษรกับจิตรกรรมที่ร้องได้) น้องอักษรก็ช่วยร้อง ถึงแม้ว่าจะร้องผิดไปบ้าง (แถมร้องดังด้วย) เสร็จจากศิลปากรนิยม ก็เพลง กลิ่นจัน แล้วก็จบ แยกย้ายกลับหอ ก็ลากน้องๆ ลงมาเอนเตอร์เทนกลางสนามบาส ก็ขำๆ กันไป รุ่นพี่รุ่นน้องช่วยกันร้องช่วยกันตี เห็นแล้วนึกถึงตอนช่วงเวลาของเราจัง เป็นปกติที่จากเอนเตอร์เทนรวมแล้วก็ต้องเป็นการเอนเตอร์เทนชาย ขนาดจบไปแล้วยังไม่วายต้องมาตีเพลงชายจนได้ ก็ขึ้นด้วยเพลงเอก แล้วก็ เพลงโท (เพลงตรี พี่ติเห็นแล้วว่าคงจะล่มแน่นอนเลยไม่ร้อง) แล้วก็บ้านโลกีย์ อี๋แอ มดแดง ร่อนเร่ ยาคูลท์ แล้วก็บูม แล้วก็ปล่อยน้องกลับ บางคนก็ไปเอนเตอร์เทนต่อกับเทคโน
ส่วนเราพอเสร็จก็จับน้องกลองที่เป็นผู้ชายทั้งสามคน มาฝึกตีเพลงของจิตรกรรม กันตรงนั้นเลย อยู่จนถึงประมาณ ตี 2 ก็ให้น้องกลับไปพักผ่อน เพราะว่าเช้าน้องจะต้องมาช่วยเพื่อนๆ ล้างโรงละคร ส่วนเราก็ต้องไปเรียนแต่เช้า คืนนี้ค้างบ้านชมพูเหมือนเดิม โดยมีโน้ตมารับที่ คนอ. ลืมไปว่า คืนนี้พวกพี่ติกับน้องๆ นัดกันจะสังสรรค์กันที่บ้านชมพู พอไปถึงก็เลยไปนั่งกินกัน นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่ได้นั่งกินเหล้าบนสะพานสระแก้ว แต่สมัยนี้อดกินแล้ว เพราะมียามคอยตรวจการอยู่ตอนกลางคืน ไม่ใช่ใครอื่น พี่ตั้มนั่นเอง แถมเขี้ยวซะด้วย วงสังสรรค์คืนนี้ ประกอบไปด้วย พี่ติ เรา โน้ต ลี่ กิ๊ก โบว์ ซัน ไอซ์ ทราย เมย์ นุก แกรม ปาล์ม มีน นัท
กะอยู่แล้วว่า ถ้ามีวงเหล้าเมื่อไหร่จะต้องมีการร้องไห้แน่ๆ แล้วก็มีจริงๆ คนแรกเลย ก็ไอ้น้องลี่ เหรัญญิก ปี 36 โวยวายๆ แล้วก็ร้องไห้ ขำดีๆ แล้วต่อมาก็เป็นน้องกิ๊ก ปี 4 อีกเหมือนกัน คนนี้ไม่รู้เครียดมาจากไหน ร้องไม่หยุดเลย เออ... ลืมบอกไปว่า คืนนี้มีทั้งหมด 2 วง ข้างบ้านวงนึง ในบ้านวงนึง แต่ก็เดินเข้าเดินออกสองวงแหล่ะ
นั่งกินกันจนประมาณ 6 โมงนิดๆ เหล้าก็เหลืออยู่ก้นขวด 2 ขวด น้องโน้ตตัวดีก็ทำหน้าตาย บอกให้เรากระดกเพียวๆ ให้หมด ตอนแรกกะจะไม่กิน แต่เห็นหน้าน้องมันก็เลยต้องยอมมัน ร้อนวูบไปเลย ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรอ่ะนะ นั่งไปแป๊บเดียวแหล่ะ ไม่ไหวแล้ว หาที่ปล่อยก่อน ก็ได้ที่พึ่งพิงเป็นกำแพงบ้านและเสา นั่งแหมะอยู่ตรงนั้นเลย ส่วนพี่ติ ก็โดนให้กระดกก้นขวด อีกขวดนึง ก็สภาพเดียวกันครับ แต่พี่ติ ที่น้องๆ บอกคือ ฟุบอยู่ตรงโต๊ะม้านั่งนั่นหล่ะ
พอประมาณ 7 โมงกว่า ก้อเข้ามานอนบ้านน้องปาล์ม ปี 3 ด้วยความที่ว่ามึนมากๆ ก็เลยขอขี้เกียจไม่ไปแล้ว รงเรียน นอนดีกว่า ถ้าให้ไปเรียนเนี่ย ก็คงตายแน่ๆ ตื่นมาอีกทีก็เที่ยงแล้ว ก็เลยอาบน้ำแล้วก็ออกไปที่ โรงละคร กับปาล์ม เพราะว่าน้องๆ นัดกันล้างโรงละคร พอไปถึง ก็เห็นน้องๆ มากันบ้างแล้ว ตอนแรกก็ขัด ก็ล้างกันอยู่ดีๆ แหล่ะ แล้วรุ่นพี่ก็พาเล่นน้ำซะงั้นอ่ะเปียกกันถ้วนหน้า แต่ก็สนุกดี แล้วก็ไปกินข้าวกัน พอกินข้าวกลับมาเสร็จก็เกือบ ห้าโมงเย็นแล้ว ก็เลยกลับบ้านดีกว่า จริงๆ อยากอยู่ค้างต่ออ่ะ แต่ด้วยสามัญสำนึกว่า พรุ่งนี้จะต้องทำงานน้า ก็เลยกลับดีกว่า
ไปกลับมาครั้งนี้ได้ความรู้สึกอะไรกลับมาเยอะแยะเลย เป็นความรู้สึกที่ดีนะ ไปกับเพื่อนก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ อยู่กับน้องๆ ก็ความรู้สึกอีกแบบ ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราไม่คาดหวังว่าจะเจอกับอะไรตรงหน้า แล้วปล่อยมันไหลไปเรื่อยๆ เนี่ย มันก็คงไม่เกิดความรู้สึกไม่ดีหรอกมั้ง (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)
เอาเป็นว่า ในความคิดเราเอง เรายังมีความสุขอยู่นะ ที่ได้กลับไปยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ก็แค่อย่าคิดว่าไม่ใช่ที่ของเราแล้วสิ มันมีอะไรให้เราทำอีกตั้งเยอะนี่นา...
July 05 เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้... ตลอดชีวิต ช่วงนี้ รู้สึกมันว่างๆ พิกล หลังจากที่เรียนจบหลักสูตรอันเข้มงวด (หรือเปล่า) ของมัคคุเทศก์มาได้ ตอนนี้ก็เหลือแต่รออย่างเดียว รอรับประกาศและทำบัตรไกด์ เฮ... จะได้เป็นไกด์แล้ว
หลังจากที่ตรากตรำกับการสอบ (ซึ่งอ่านวันนี้สอบพรุ่งนี้เหมือนเคย) สอบทั้งหมด 7 ตัว ผลปรากฏว่า ตกไป 2 ตัว เก่งจริงๆ เรา แล้วไอ้สองตัวที่ตกเนี่ย ก็เป็นวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ (ซึ่งถนัดเลยเราเนี่ย) ทั้งหมด สอนโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรนั่นเอง (ลองไปถามเด็กโบราณ น่าจะรู้จักทุกคนนะ)
พอมันว่าง จิตมันก็เลยหงุดเงี้ยว เอ้ย!!! หงุดหงิด ไม่รู้จะทำอะไร ผู้จัดการคงเล็งเห็นแล้วว่า มันจะต้องว่างแน่ๆ ก็เลยตกลงเสร็จสรรพว่า "ปิง ทำงานวันเสาร์ด้วยนะ เรียนจบแล้วนี่" ไอ้เราก็ได้แต่ตอบว่า "ครับ" เพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร สงสัยจังว่าให้มาทำไรหว่า งานก็ไม่มี มาเปิดไฟ เปิดแอร์เล่นงั้นๆ อ่ะ
หลังจากนั้นไม่นาน ทางสถาบัน (ที่ไปเรียนไกด์นั่นแหล่ะ) ก็ประกาศว่า ใครคนใด ที่สนใจจะเรียนภาษาเกาหลี มาสมัครได้ เปิดสอนสำหรับคนที่มีบัตรไกด์ เอาหล่ะสิ เงื่อนไขที่สำคัญของมันคือ "ฟรี" เราก็เลย เหอะเหอะเหอะ ของฟรีก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร ใช่ปะ
กับการเรียนฟรี ผ่านไปสัปดาห์แรก เราก้ได้รู้ว่า ภาษาเกาหลี แตกต่างกับภาษาจีนมาก และคล้ายกับภาษาไทยมาก เราว่า ภาษาจีนคล้ายกับภาษาไทยแล้วนะ ที่มันคล้ายกันก็เพราะว่า ภาษาเกาหลีเนี่ย มันมีพยัญชนะ สระ และ ตัวสะกด นั่นเอง เหมือนภาษาไทยเปี๊ยบเลย ไม่เหมือนภาษาจีนที่เป็นอักษรภาพ
ถามว่ายากมั้ย ยากนะ เพราะว่าเราต้องมานั่งสะกด และท่องศัพท์ของภาษาเกาหลี เหมือนกัน จะมีเวลาท่องไม๊เนี่ยเรา แต่เอาเถอะ ความรู้รอบตัว เรียนไม่มีวนหมดหรอก มีโอกาสก็เรียนซะเถอะ
พิมพ์ไปพิมพ์มา เฮ้ย วันนี้มันวันที่ 5 ก.ค. นี่หว่า วันกีฬาน้องพี่ ตายแล้ว นี่ก็จะ 3 โมงแล้ว ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทันร้องเล่น เต้นรำ กับเพื่อน ๆ ไปก่อนๆ เจอกันๆ May 23 เหตุผลของคนเลิกกัน อืม... ไม่ได้เข้ามาอัพเดตสเปซตัวเองซะนานเลย ไอ้ที่ค้างเอาไว้ก็ไม่ได้มาต่อ พอมีเวลาว่างก็จำมะได้แล้วว่า ไปไหนมาบ้าง มีอะไรบ้าง เอาเป็นว่า รู้ว่าไปมาก็แล้วกันนะ เพราะว่าจำมะได้จริงๆ T-T
คงสงสัยกันหล่ะสิว่า ทำไมถึงตั้งหัวเรื่องอย่างงี้ มันต้องอกหักมาแน่ๆ เลย หรือว่าอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็มีคนถามกันเยอะนะ แม้แต่ลูกค้าที่คุยงานด้วยยังถามเลยว่า อกหักมาหรือเปล่า จะตอบว่าไงหล่ะ แฟนยังไม่มีเลย แล้วจะเอาอกที่ไหนมาให้หัก...
จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สงสัยมาตลอดแหล่ะ ว่าอะไร คือเหตุผล... นั่นแหล่ะ ช่วงที่ผ่านๆ มาก็ได้ข่าวคราวของคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง รวมถึงของตัวเองที่ผ่านไปแล้วด้วย ว่าคนนั้นเลิกกับคนนี้ คนนี้เลิกกับคนนั้น ทั้งๆ ที่คบกันมาก็หลายปีดีดัก เลยอยากรู้ว่า... ทำไม...
ด้วยความสงสัยอยากรู้ มันก็เลยกลายเป็นเพลงเพลงหนึ่ง (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเพลงได้หรือเปล่า) เลยเอามาพิมพ์ไว้ในนี้เผื่อว่า เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่าน แล้วได้อ่าน รู้สึกอย่างไร เห็นอย่างไรก็บอกกัน จะได้รู้ว่า...อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนรักกันเลิกกัน...
เหตุผลของคนเลิกกัน
สิ่งหนึ่งที่ยังสงสัย ติดอยุ่ในใจเรื่อยมา
สุดท้ายฉันเลยต้องมาถาม
ความรักของคนหนึ่งคน เริ่มต้นที่ตรงไหน
เหตุใด ความรักจึงดูสวยงาม
แม้ต้องเหนื่อยสักเท่าไหร่ ลำบากสักเท่าไหร่
ไม่ท้อ ขอยอมเธออยู่อย่างนี้
ความรักที่ดูยากเย็น เปรียบเป็นเช่นดังนิยาย
ลงท้าย ความรักก็เป็นนิยาย
อยู่อยู่เธอมาบอกลา อยู่อยู่เธอมาจากไป
เหลือไว้ แค่เพียงคนหนึ่งคน
ความรักที่มันผ่านมา มีค่าที่ตรงไหน
เหตุใด ความรักจึงดูง่ายดาย
แม้ไม่อยากจะเสียเธอ ที่เคยว่ารักกัน
แต่รั้งเธอไว้ก็เพียงเท่านั้น
ขอถามแค่เพียงเรื่อยเดียว ช่วยตอบฉันหน่อยได้มั้ย
ว่าอะไร... คือเหตุผลที่เราเลิกกัน
ว่าอะไร... คือเหตุผลของคนเลิกกัน
ก็ไงๆ ก็ลองๆ อ่านดูแล้ว รู้สึกอย่างไรก็บอกกันด้วยนะ คิดถึงทุกคนที่คิดถึง... ^_^
March 29 Field Trip in Northern 23-26 Mar 06 (PART 1) ในที่สุดเราก็ได้กลับมาเจอกันอีกแล้ว ครั้งนี้ไปไหนมาหละเรา (ที่ถามตัวเองเนี่ยก็เพราะงงเหมือนกัน) ก็เล่นลากยาวตั้งแต่กรุงเทพฯ ยัน เชียงใหม่ เลย ยังไงก็จะค่อยๆ บอกๆ ค่อยเล่าแล้วกันนะ
ทริปการเดินทางครั้งนี้ ก็เหมือนกับครั้งที่แล้วที่ไปกาญจนบุรีและนครปฐม แต่แตกต่างกันตรงที่ต้องไปค้างคืนนั่นเอง แล้วก็นั่งรถโค้ขจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่เลย (เหนื่อย) ก็เหมือนเดิม ทริปนี้ มัคคุเทศก์จีน ก็ยังคงไปพร้อมกับมัคคุเทศก์ไทย เพราะว่าอะไรก็ไม่รู้แหล่ะ เลยรู้สึกว่า เอ... เราก็อยู่รุ่นเดียวกับมัคคุเทศก์อังกฤษนา ทำไมเราต้องไปไหนมาไหน (หมายถึงออกทริป) กับมัคคุเทศก์ไทย ซึ่งอยู่คนละรุ่นกับเราตลอดเวลาเลยหล่ะ แต่ก็นะ พอได้ไปกับพวกนั้นแล้ว มันมีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ
ก่อนจะพูดถึงวันแรกของการเดินทาง ก้อต้องเล่าถึงวันก่อนการเดินทางก่อน คืนก่อนการเดินทาง เราก็ขี้เกียจอ่ะ ขี้เกียจตื่นแต่เช้าไป เพราะเขานัดให้ไปถึงจุดนัดพบเนี่ยก็ประมาณตี 5 ครึ่งอ่ะนะ เราก็เลยไปขออาศัยไอ้เต้ (เอกไทย) นอนด้วย กว่าจะไปถึงหอมันก็สี่ทุ่มกว่าๆ แล้ว เพราะว่าเลิกงาน 5 โมงเย็นแล้วต้องแวะเอากุญแจออฟฟิศ ไปให้ไอ้เกด (ลีดส์รุ่นเราอ่ะ) เพราะว่า มันจะมาช่วยเฝ้าออฟฟิศให้ 2 วัน เนื่องจากว่า ทั้งเราและผู้จัดการไม่อยู่ ผู้จัดการไปออกทัวร์ ส่วนเราก็ไปออกทริปอ่ะ
หอเต้อยู่ลึกมาก ตอนที่โทรไป มันก็ขี้เกียจออกมารับแล้ว มันก็เลยบอกให้นั่งมอไซด์เข้าไป แล้วมันก็บอกเราว่าให้บอกว่ามาที่ โอล์ด สตรีท แมนชั่น เราก็บอกไปอย่างนั้น มอไซด์ก็พาไป ลึกมาก พอพามาจอด ก็เล่นเรางงเลย เพราะที่เขาพามาจอดเนี่ย เป็นโฟล์ สตรีทแมนชั่น เราก็งงๆ แต่ก็จ่ายเงินให้ไป แล้วก็โทรไปหาเต้ สักพักมันก็ลงมารับ เราก็เลยถามมันว่า ตกลงไม่ได้อยู่ โอล์ด สตรีทแมนชั่นเหรอ มันก็บอกว่าเปล่า กลายเป็นว่าเราฟังผิดซะงั้น ดีนะ ที่มอไซด์มันรู้ ก็เลยพามาถูก
พอตอนเช้าก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกไปที่จุดหมาย ปรากฏว่า เขามากันหมดแล้ว (เพราะว่าเราไปสายไง อิอิ...) ก้อพอดีขึ้นรถพอดี แล้วก็ไปรับเสื้อสำหรับใส่ในกลุ่มมัคคุเทศก์จีน สีแดงได้ใจมากๆ พอทุกคนมากันครบ เวลา 6.30 น. ก็ออกเดินทางสู่ภาคเหนือทันที
จุดแรกที่เราต้องแวะกันก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อากาศก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ แค่ 39 องศาเอง (เท่ากับที่กาญฯ เลยแฮะ) ที่นี่อาจารย์แม่ (คนเดิม) ก็พาไปดูวัดหลายๆ แห่งโดยนั่งรถไปชม วัดแรกที่ไปชมคือ วัดนางพญา (ไม่เล่าประวัตินะ เพราะว่ายาว) ส่วนวัดที่สองก็คือ วัดช้างล้อม ซึ่งวัดนี้ ทุกคนก็คงเคยได้ยินชื่อกันมา จุดเด่นก็คือ มีช้างล้อมรอบอยู่ที่ฐานเจดีย์นั่นเอง ส่วนไอ้วัดแรกเนี่ย จุดเด่นของวัดนี้ ก็อยู่ตรงที่ กำแพงวิหารโบราณที่มีลวดลายปูนปั้น ซึ่งหลงเหลืออยู่ ยังไม่แตกสลาย และไอ้ลายปูนปั้นนี่แหล่ะ ที่ช่างทองสุโขทัยเอาไปทำเป็นลายทองที่มีชื่อเสียง นั่นก็คือทองสุโขทัยนั่นเอง ส่วนวัดที่สามนี่ ก็คือวัดเจดีย์เจ็ดแถว (อันนี้ไม่ค่อยรู้อะไรเพราะว่าคุยอ่ะ)
พอจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยแล้ว ก็ไปต่อกันที่นี่เลย ที่ขาดไม่ได้เลยถ้ามาสุโขทัยก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่นี่จะมีรถพาเข้าไปชมเหมือนกัน ไม่ได้ลงไปดูหรอก ที่ได้ลงไปดูก็มีที่วัดมหาธาตุ และก็ที่อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงเท่านั้นเอง จากนั้น ก้ไปที่วัดศรีชุม ที่วัดแห่งนี้ จะมีพระพุทธรูปนั่งองค์ใหญ่อยู่ ชือว่า พระอัจนะ นั่งอยู่ภายในซุ้ม ที่มีกำแพงหนาถึง 3 เมตร สามารถที่จะเดินเข้าไปภายในกำแพงและเดินไปด้านหลังของพระอัจนะได้ ว่ากันว่า พระนเรศวรมหาราช เคยใช้ที่นี่เป็นที่ปลุกใจทหารให้เกิดความฮึกเหิมได้ โดยแอบให้ทหารคนสนิท เข้าไปอยู่ด้านหลังของพระอัจนะ แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสว่า "ถ้าการรบครั้งนี้เราเป็นฝ่ายชนะ ขอให้พระอัจนะสามารถเปล่งเสียงได้" แล้วก็มีเสียงขึ้นมาจริงๆ ทำให้ทหารมีกำลังใจมาก ดังนั้น พระอัจนะที่วัดศรีชุมนี้ จึงมีชื่อเสียงว่า เป็นพระพุทธรูปพูดได้...
จากสุโขทัย เราก็มุ่งหน้าตรงดิ่วไปยังพิษณุโลก เพราะว่าคืนนี้เราต้องค้างกันที่พิษณุโลก ระหว่างการเดินทางไปพิษณุโลก ก็จะมีการสอบพากษ์ในรถด้วย โดยการจับฉลาก เราจับได้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะรู้ไม๊เนี่ย ออกทริปอราวด์เหนือ ก็เตรียมเหนือเลย ใครจะรู้หว่า ว่ามีจ.ชัยนาทด้วย ยุ่งสิครับ ข้อมูลก็ไม่มี ก็เลยต้องอาศัยพวกมัคคุเทศก์ไทยทั้งหลาย ขอข้อมูลหน่อย เพราะพวกนี้จะเป็นพวกที่ทำงานไกด์อยู่แล้ว แต่มาเรียนเพื่อเอาบัตร (พวกไกด์ผีว่างั้นแหล่ะ) ก็เลยได้ข้อมุลมาหน่อยนึง พอออกไปพูดก็ไม่รู้จะพูดอะไรอ่ะ 3 นาที กับข้อมูลที่ว่า เป็นเขื่อนปูน อยู่จ.ชัยนาท กั้นแม่น้ำเจ้าพระยา แค่เนี้ย ก็เลยตกซะงั้นเรา เลยต้องโดนสอบซ่อมในวันรุ่งขึ้น เซ็งเลย...
ก่อนเข้าโรงแรมที่พัก ก็ไปกินข้าวกันที่แถวๆ ไนท์บราซ่าของพิษณุโลก ไปชิมผักบุ้งลอยฟ้าที่ขึ้นชื่อของเมืองพิษณุโลก ก็อร่อยดีนะ แต่ดูพนักงานไม่ค่อยจะเอาใจใส่ลูกค้าเท่าที่ควร ทำอาหารก็ช้าด้วย แต่ถูก (ชอบตรงนี้แหล่ะ) แล้วก็จะมีคนที่ไม่ได้เตรียมชุดสำหรับใส่เวลาไปกินขันโตกที่เชียงใหม่ก็จะหาซื้อกันที่นี่ได้ แต่ต้องต่อราคาดีๆ เพราะว่าบางทีอาจจะได้ราคาไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะไปซื้อพร้อมกัน (อิอิ.. เพื่อนโดนมาแล้ว)
โรงแรมที่เข้าพักคือโรงแรม รัตนาปาร์ค เป็นโรงแรมที่อยู่ห่างออกมาจากตัวเมืองหน่อยนึง ลักษณะคล้ายๆ แมนชั่นอ่ะ แต่ภายในก็โอเคยเลยนะ เราพักกับน้องอีกคน ซึ่งก็คือคนเดียวกับที่ขอเอาปากรับไอติมลอยฟ้าที่นครปฐม แล้วเข้าเบ้าตานั่นแหล่ะ ตอนกลางคืน ก็ไม่ได้นอนกันแต่เช้าหรอก เพราะว่ามัคคุเทศก์จีนมีนัดกันออกมาซ้อมร้องเพลง เพื่อใช้ในการแสดงคืนวันสุดท้าย (อันนี้มีสอบด้วย) ก็ออกมานั่งร้องกันเลยครับ 18 คน หาที่ลับๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก หน้าโรงแรมเลย ร้องกันทีได้ยินไปถึงชั้น 5 ของโรงแรม (อันนี้อาจารย์แม่แซวตอนเช้า)
เช้าวันต่อมาก็ออกเดินทางต่อสู่จ.เชียงใหม่ แต่ว่าขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน เพราะว่าดูถ้าแล้วคงจะยาว เอาเป็นว่าไว้ต่อ ภาค 2 แล้วกันนะ... |
||||
|
|