Prapan 的个人资料^_^ HAPPY MEMO ^_^照片日志列表更多 工具 帮助
10月9日

เซี่ยเหมิน-จางเจียเจี้ย ความสุขบนยอดเขา

ห่างหายไปนานเลย กับการเดินทางไกล ครั้งนี้ด้วยความฟลุคหรืออะไรก็ไม่รู้ได้ อยู่ๆ ดีๆ ก็ได้เดินทางไปยังเมืองจีน ดินแดนแห่งความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เดินทางไปยังเมืองเซี่ยเหมิน และ จางเจียเจี้ย รวมทั้งหมด 7 วัน เดินทางโดยสายการบินไทยแอร์ เอเชีย

เริ่มตรงที่จริงๆ แล้วกรุ๊ปนี้เราจะไม่ได้ไปหรอก แต่บังเอิญพี่สาวของผู้จัดการซึ่งจะไป เกิดไม่สบายกระทันหันขึ้นมา ผู้จัดการก็เลย ให้เราไป (แต่ต่อมาพี่สาวผู้จัดการก็ไปด้วยแหล่ะ) กรุ๊ปนี้มีทั้งหมด 37 ชีวิต เช้าวันเดินทางคือวันที่ 24 ส.ค. นัดลูกค้าไว้ตอนเที่ยงครึ่งที่เคาน์เตอร์ ก็ติดรถพ่อไปกะว่าจะไปลงแถวๆ พระราม 7 แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป ปรากฏว่า เช้าวันนั้นเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณสะพานซังฮี้ (ใกล้ๆ กับบ้านจันทร์ส่องหล้าของนายกฯ แหล่ะ) ระเบิดมีอาณุภาพทำลายล้างกว้างถึง 5 กิโลเมตร ดีนะที่ไม่ระเบิด ถ้าระเบิดเนี่ย แย่เลย ตำรวจปิดการจราจรบริเวณนั้นทันที ไม่ให้รถผ่านไปมา ทำให้รถติดมาก แล้วบังเอิญว่าเราต้องผ่านด้วยไง ก็เลยต้องทนกับรถติดต่อไป ดีนะที่ออกจากบ้านเร็วหน่อย พอไปถึงสนามบินก็เกือบเที่ยงครึ่งพอดี

ลูกค้ากรุ๊ปนี้มากันเร็วมาก เพราะเห็นบอกว่า สายการบินแอร์เอเชีย ทำงานช้า ต้องรีบมาเพื่อที่จะได้มีเวลาไปช้อปปิ้งด้านใน กว่าจะเช็คอินเสร็จก็เกือบบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว เครื่องบินออกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบ สายการบินแอร์เอเชีย เป็นโลว์คอส เลยทำให้ไม่สามารถเข้ามาจอดเทียบกับชานชาลาได้ ผู้โดยสารจึงต้องนั่งรถบัสออกไปขึ้นเครื่องแทน ประสบการณ์แรกในการทัวร์ครั้งนี้เลย ก็คือว่า แอร์เอเชียเนี่ย ถึงจะออกตั๋วมาแล้ว และมีเบอร์ที่นั่งบนเครื่องบินแล้วก็เถอะ แต่ก็เหมือนกับไปซื้อของลดราคา กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ อ่ะ ใครขึ้นเครื่องได้ก่อน ก็ได้เลือกที่นั่งก่อน ต้องแย่งกันนั่ง ทำให้กรุ๊ปเราก็นั่งรวมกันบ้างกระจายกันบ้างไป

เครื่องบินเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเซี่ยเหมิน เวลา 19.55 น. พอออกมารับกระเป๋า เอาอีกแล้ว กระเป๋าเดินทางที่พึ่งใช้ครั้งแรก แตกอีกแล้ว ถามเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน ไอ้เราก็กลัวว่า ถ้าไปทำเรื่องเคลมกระเป๋า จะวุ่นวายและเสียเวลาคนอื่นๆ ก็เลย เอาไว้ก่อนวะ เดี๋ยวขากลับค่อยมาเคลมก็ได้ เลยรีบออกมา ก็เจอไกด์หนุ่มท่าทางแข็งแรง อารมณ์ดี ยืนถือป้ายรับทัวร์ ไปขึ้นรถ ไกด์ที่เซี่ยเหมิน ชื่อว่า CHEN NIAN ZHUN หรือเรียกว่า จุ่น พูดภาษาไทยชัดมาก เพราะเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาอยู่ที่ไทย (มหาสารคาม) ถึง 1 ปี ก็เลยชัดแจ๋วเลย แถมกินหมาที่มหาลัย หมดไป 4 ตัวแหนะ เซี่ยเหมินตั้งอยู่ในอำเภอฮกเกี้ยน มีสัญลักษณ์คือ นกกระยางขาว ไข่มุกแห่งท้องทะเล เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ 1 ใน 5 ของประเทศจีน

พอขึ้นรถได้ ก็มีการแนะนำตัวกันเล็กน้อย แล้วรถก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางแรก คือ ภัตตาคาร เพื่อรับประทานอาหารค่ำ กรุ๊ปนี้มีกินเจกัน 2 คน เลยต้องให้ทำกับข้าวมาเป็นพิเศษ สำหรับ 2 คน ซึ่งอาหารเจก็นะ มีแค่ผัดผัก กับน้ำแกง แค่นั้นเอง แต่ลูกค้าก็บอกว่าพอแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว หลังจากทานอาหารกันเสร็จก็พาเข้าที่พักสำหรับค่ำคืนแรก เราพักกันที่ โรงแรม XIAMEN HUAQIAO HOTEL หลังจากส่งลูกค้าขึ้นห้องหมดแล้ว จุ่นไกด์หนุ่มก็พาเรากับพี่สาวและพี่ชายผู้จัดการไปกินอะไรกันนิดหน่อย แล้วค่อยกลับมานอน คืนแรกกว่าจะได้นอนก็ตี 2 กว่า ๆ แหนะ

เช้าวันที่สองมาเยือน พร้อมแสงอรุณยามเช้า วันนี้ไม่รีบอะไรมากมาย เพราะว่า โปรแกรมมีแค่พาไปเดินช้อปปิ้งที่ถนนจงซาน แล้วก็ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ ไปยังจางเจียเจี้ย ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็พากันขึ้นรถ และเช็คอิน ตอนเช็คอินเนี่ย เกิดปัญหาเลย เพราะว่าลูกค้าไปแกะของที่ต้องสียตังค์ภายในห้อง กันเยอะมากๆ (จริงๆ แล้วเมื่อคืนก็ลืมบอกไปแหล่ะว่ามี) ทำให้ต้องคอยเคลียร์ก่อน และที่สำคัญไอ้ที่ลูกค้าแกะกันเยอะๆ เนี่ย มันเป็นคล้ายๆ กับยาคุมแบบฉีดของผู้หญิง ที่ฉีดเข้าไปในช่อง... เพื่อไว้ป้องกันเวลามีเพศสัมพันธ์ แล้วคิดดูสิว่ากรุ๊ปทัวร์นี้มีแต่ผู้หญิง และอายุอานามก็ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่า 50 กันเกือบทุกคน แล้วไปแกะมันทำไม กล่องละตั้ง 30 หยวน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทแหน่ะ พอสงสัยก็เลยถามว่า แกะกันทำไม ลูกค้าก็บอกว่า นึกว่าเป็นยาสีฟันบ้างหล่ะ นึกว่าเป็นปรอทบ้างหละ เลยเสียตังค์เลย

ก่อนพาไปเดินทางที่ถนนจงซาน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็อยู่ติดกับโรงแรมนั่นแหล่ะ) จุ่นก็พาเข้าร้านบัวหิมะก่อน อย่างแรก ตอนแรก ลูกค้าก็บอกว่าจะไม่ซื้อ เข้าไปฟังเฉยๆ ปรากฏว่าสุดท้ายก็ซื้อกันมาเป็นกระตักๆ หลังจากนั้นเข้าร้านบัวหิมะแล้ว ก็พามาเดินที่ถนนจงซาน ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เลย จะมีหน่อยก็เป็นตลาดสด ที่ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แทรกอยู่ในตึกสูงใหญ่บริเวณนั้นได้ หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน ข้าวเที่ยงมื้อนี้กินกันบริเวณริมทะเล ใกล้ๆ กับ ถนนหวนเต่า ซึ่งเป็นถนนที่สร้างลงไปในทะเล สวยงามมาก เห็นแล้วก็นึกว่า ทำไมเมืองไทยไม่ทำอย่างนี้บ้าง แล้วเซี่ยหมินก็ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย จากถนนหวนเต่า ถ้าใช้กล้องส่องทางไกลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จะสามารถมองเห็นเกาะไต้หวันได้ด้วย หลังอาหารก็พาไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางไปยัง จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน โดยสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ ตอนแรกก็นึกว่า เที่ยวบินนี้จะบินตรงจากเซี่ยเหมินไปจางเจียเจี้ยเลย ปรากฏว่าไม่ใช่ ต้องไปแวะจอดที่เมืองฉางซาก่อน เลยทำให้เสียเวลาไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งจุ่นก็ไม่รู้เหมือนกัน จุ่นบอกว่าตอนซื้อตั๋วเขาก็บอกว่า เซี่ยเหมิน - จางเจียเจี้ย เท่านั้น ไปถึงจางเจียเจี้ย ประมาณ 18.00 สนามบินที่จางเจียเจี้ย เป็นสนามบินที่แปลกมาก พอลงจากเครื่องปุ๊บ ก็ต้องเดินเข้าไปยังตัวอาคาร ซึ่งมีชั้นเดียวด้านหลังสนามบิน เห็นเป็นภูเขาหลายลูกตั้งตระหง่านอยู่ ดูแล้วสวยงามจริงๆ ที่ว่าแปลกก็คือ พอเดินลงมาจากเครื่องบินแล้ว ส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จะให้เดินขึ้นไปยังตัวอาคารทันที ห้ามยืนถ่ายรูป แต่ที่จางเจียเจี้ยนี่ ใครจะถ่ายก็ถ่าย จะเดินเล่นก็เดิน แปลกดีมั้ยหล่ะ ก็เลยได้เก็บภาพ บริเวณสนามบินมาฝากกันนี่ไง

ไกด์ท้องถิ่นที่มาคอยต้อนรับคณะเราก็คือ สาวสวยนาม เหวินจิ้ง หรือเรียกเธอว่า เสี่ยวเหวิน ไกด์ท้องถิ่นที่นี่พูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีทัวร์คนไทยมาลงที่นี่เท่าไหร่นัก นานๆ มาที และเสี่ยวหวินก็พึ่งจะรับกรุ๊ปคนไทยเป็นครั้งแรกด้วยนั่นเอง จากนั้นก็พาไปยังโรงแรม และกินข้าวภายในโรงแรม วันนี้มีรายการพิเศษที่ไม่มีรวมอยู่ในรายการ ก็คือ ดูการแสดงโชว์วัฒนธรรม ของชาวเผ่าแม้ว ซึ่งถ้าใครสนใจจะเข้าชม ก็เสียค่าผ่านประตูคนละ 180 หยวน มีลูกค้าที่สนใจประมาณ 15-20 คน ที่ไปดูด้วย การแสดงก็สวยงามน่าสนใจดี ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ การปีนบันไดที่ทำจากมีดคมกริบด้วยเท้าเปล่า ขึ้นไปยังยอดสูงสุด และ ปล่อยมือมั่ง จับมั้ง อยู่ข้างบนนั้นแหล่ะ เสียวแทนเลย พอการแสดงเคาะไม้ (คล้ายๆ กับลาวกระทบไม้) ก็ให้คนลงไปเล่นได้ เสี่ยวเหวินก็ลากเราลงไปกระโดดด้วย แต่ก็โดดโดนมั่ง หลบได้มั่ง โดดครั้งเดียวพอ เพราะคนลงมาเล่นเยอะมาก

จากนั้นก็ยังมีเกมส์อีกอันหนึ่งคือ การเลือกเจ้าสาว เสี่ยวเหวินก็ผลักเราออกไปเล่นซะงั้น มีเจ้าสาวทั้งหมด 5 คน ปิดหน้าไว้ แล้วให้ทายว่าคนไหนเป็นเจ้าสาวตัวจริง ที่แสดงอยู่ในการแสดงเมื่อกี้ (ซึ่งเราไม่ได้ดู) ก็เลยเลือกคนที่ 3 มีคนเลือกเหมือนเราตั้ง 3 คน รวมเราเป็น 4 คน ทำให้กรรมการต้องหาวิธีตัดออกเหลือคนเดียว ก็คือการงัดข้อ รอบแรก เราได้คู่มือเป็นคนจีน ตัวเท่าๆ กัน เลยไม่หนักใจอะไร ชนะไปสบายๆ พอเจอรอบชิง เป็นคนจีนเหมือนกัน แต่ตัวใหญ่เบ้อเร่อเลย ก็เลยแพ้ไป แต่เจ้าสาวคนที่เราเลือกก็ไม่ถูกอยู่ดี

หลังจากจบการแสดงก็กลับที่พัก แล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันกับพวกลูกทัวร์ผู้ชาย ก็เลยไปกินกันในตลาดกลางคืน คนเยอะมาก และแมลงก็เยอะด้วย แต่ก็อร่อยดี และถูกด้วย กินเสร็จก็กลับห้องนอน

เช้าวันรุ่งขึ้น เช้าแห่งความหนื่อยยาก เช้าแห่งความเมื่อยล้า ก็มาถึง เพราะว่าวันนี้ทั้งวันต้องปีนเขา เขา และก็เขา หึหึหึ เอาหล่ะสิ คณะทัวร์คณะนี้ก็มีแต่วัยรุ่น (ดึก) กันซะส่วนใหญ่ ช่วงเช้าเราไปกันที่อุทยานแห่งชาติ จางเจียเจี้ย ซึ่งคนเยอะมากๆ เท่าที่สังเกตุจะเห็นแต่คนจีน เกาหลี ซะเป็นส่วนใหญ่ มีคณะเราคณะเดียวที่เป็นคนไทย ถามเสี่ยวเหวิน ว่าทำไมวันนี้คนเยอะจัง แกก็ดันตอบกลับมาให้ได้ตกใจว่า วันนี้ถือว่าน้อยนะ ปกติจะเยอะกว่านี้อีก การเข้าไปภายในอุทยาน จะต้องซื้อบัตรผ่านประตู ที่มีลักษณะคล้ายการ์ดโทรศัพท์บ้านเรา นอกจากใช้บัตรแล้ว ยังต้องมีการสแกนลายนิ้วมือให้ตรงกับบัตรด้วย เป็นไงหล่ะ ไฮเทคแค่ไหน ใครหวังจะเอาบัตรคนอื่นมาแอบอ้างอย่าหวังให้ยาก

หลังจากผ่านประตูมาได้แล้ว (เราไม่ต้องผ่าน เขาทางพิเศษ เพราะมีบัตรไกด์) ที่แรกที่ไปเยี่ยมชมก็คือ เขาสิงโตเหลือง หรือภาษาจีนเรียกว่า หวงซือไจ้ โดยการนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปด้านบนของภูเขา กระเช้าที่นี่ดูจะปลอดภัยกว่าที่เคยไปขึ้นที่คุนหมิง แต่เสียอย่างเดียว ภายในกระเช้าต้องยืนเพราะคนเยอะมาก ไอ้เราก็ไม่ได้ยืนติดกระจก ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย ขึ้นมาถึงด้านบนก็ถึง เขาสิงโตเหลือง ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้ มีเนื้อที่ 83000 กว่าไร่ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1300 เมตร บนเขามีจุดชมวิวที่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวเขา พอดีช่วงที่ไปนี่เป็นหน้าร้อน วิวก็ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไกด์สาวบอกว่าถ้ามาช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และม่านหมอก สวยงามมาก หยุดพักให้ได้ถ่ายรูป กินลมชมวิวกันสักพัก ก็พานั่งกระเช้าลงด้านล่าง เพื่อไปทานอาหารกลางวัน ซึ่งต้องออกจากอุทยานไป ไกด์เลยต้องบอกว่าให้เก็บบัตรเข้าไว้ให้ดีอย่าใสห้หาย เพราะว่าต้องใช้อีก พอทานข้าวเสร็จก็กลับมายังจุดทางเข้าเดิม แต่ไปคนละที่กัน ตอนบ่ายนี้ ไม่ได้เดินขึ้นเขาแล้ว แต่เดินเลาะไปตามลำน้ำที่ไหลไปตามหุบเขา ซึ่งลำธารนี้เรียกว่า จินเปียนซี หรือลำธารแส้ทอง เป็นลำธารที่ไหลวนตามช่องเขาและชะง่อนผา ระยะทางยาว 5700 เมตร น้ำในลำธารเขียวใส สองฟากฝั่งจะมีหินแปลกประหลาดตั้งตระหง่านเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ภูเขาแม่ลูก ซึ่งมีลักษณะคล้ายผู้หญิงกำลังอุ้มลูกอยู่  (มองๆ ไปก็คล้ายอย่างที่เขาว่าแหล่ะ) เดินไปได้แค่ครึ่งทาง ลูกทัวร์ก็ไม่เดินกันแล้ว เพราะเมื่อย เลยให้หยุดพัก จริงๆ แล้ว บริเวณนี้ถ้ามาเดินหน้าหนาว อาจจะได้บรรยากาศกว่านี้ พอหายเหนื่อยกันแล้วก็พาเดินออก ไกด์เห็นสภาพแล้วว่า เดินมาทั้งวัน คงล้าน่าดู เลยพาไปร้านนวดฝ่าเท้า เพื่อที่จะได้พักผ่อนให้หมอนวดฝ่าเท้าให้ ปรากฏว่า คนไทยไปไหนก็แล้วแต่ ตรงไหนมีของขาย ก็เป็นอันได้ซื้อ ซึ่งก็จริงๆ ที่ร้านจะมีขายพวกยาแช่เท้า บัวหิมะ และยานวด รวมทั้งดีหมีด้วย ก็ซื้อกันซะเรียกว่า เปิดร้านใหม่ได้มั้ง

หลังจากหายเมื่อยแล้ว ก็พาเข้าโรงแรม และกินอาหารกันในโรงแรมนั่นแหล่ะ แต่อาหารมื้อนี้ กินไม่ค่อยได้ เพราะว่า ทำมามีแต่หมู และมันมากๆ ซึ่งคนไทยก็อย่างที่รู้กันว่า ไม่ชอบกินอาหารมันๆ มื้อเย็น (คนไทยเชื้อสายจีนนะ) มื้อนี้ก็เลยกินกันไม่ค่อยลง ส่วนอาหารเจ 2 คน ก็ได้มาแต่ไข่เจียว ที่เหลือรอนานมากๆ ลูกค้าก็เลยไม่รอ งอนซะงั้นเลย หลังอาหารมื้อเย็น พวกอาเฮียทั้งหลาย ก็เริ่มออกปฏิบัติการล่าเนื้อหมากัน วันแรกที่มาถึงเมืองจีน ก็ถามแล้วว่า มีเนื้อหมาให้กินหรือเปล่า ไกด์เราก็ช่างประเสริฐ บอกว่ามีครับ หาให้ได้ ก็เลยเป็นอันว่าได้กินด้วยการจัดการของ ไกด์สาวสวย เสี่ยวเหวิน ก็เลยได้กินกัน รสชาดเนื้อหมาที่เรากินไป ก็คล้ายๆ กับเนื้อไก๋อ่ะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเนื้อหมาก็ไม่รู้หรอก อร่อยปะแล่มๆ แหะแหะแหะ ที่ปะแล่มก็เพราะว่า รู้ไงว่าเป็นเนื้อหมาอ่ะ

 คราวนี้ขอเล่าเรื่องน่ารักๆ ระหว่างไกด์สาวกับหัวหน้าทัวร์หนุ่ม (อิอิ) นั่นหมายถึงเรานั่นแหล่ะ หลังจากกินเนื้อหมากัน เราอิ่มแล้วก็เลยปล่อยให้พวกอาเฮียคุยกันไปเรื่อยๆ เราก็ไปเดินเล่นกับเสี่ยวเหวิน แล้วก็กินไอติมกัน แต่เสี่ยวเหวินเป็นคนจ่ายอ่ะ เราจะจ่าย เขาก็บอกว่า เราเป็นแขกให้จ่ายให้ได้ไง ก็เลยยอม แค่นี้แหล่ะ เหอะเหอะเหอะ พอกลับมาโรงแรม เสี่ยวเหวิน ก็ซื้อลูกกีวี มา แล้วก็ปลอกให้กินด้วย พนักงานที่โรงแรม ก็เลยแซวว่า ทำไมไม่จีบเลยหล่ะ ผู้หญิงมานั่งปลอกผลไม้ให้กินเนี่ย แสดงว่าเขาต้องคิดอะไรบ้างแหล่ะนะ เราก็เลยบอกว่า กำลังจะจีบอ่ะ แต่เขามีแฟนแล้ว (แล้วมารู้ทีหลังอีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วด้วย) ก็เลยได้แต่คิดให้ใจชุ่มฉ่ำเล่นๆ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ก็ไม่วายไปส่งถึงหน้าห้องนอนแหล่ะเรา อิอิ

เช้าวันต่อมา ก็ไปปีนเขากันต่อ ที่เขาเทียนจื่อซาน ทางเข้าก็เป็นแบบเดียวกันกับทางเข้าอุทยานจางเจียเจี้ย ที่ต้องใช้บัตรและลายนิ้วมือ ก็จะไม่ให้เหมือนกันได้ไงหล่ะ ก็มันเป็นที่เดียวกัน เพียงแต่คราวนี้เรามาเข้ากันอีกทางนึงเท่านั้นเอง พอเข้ามาได้ ก็ต้องนั่งรถ ไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ขึ้นเขาไป ก็นั่งกันซะเบื่อแหล่ะ แถมเส้นทางก็วกไปเวียนมา แทบจะเอาของที่กินไปตอนเช้าออกมาให้ได้ พอขึ้นไปถึง เราก้ได้เห็นถึงสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่คนจีนคิดได้อ่ะ ทำได้ยังไง นั่นคือ ลิฟท์สวรรค์ เป็นลิฟท์แก้วที่สร้างเพื่อโดยสารขึ้นไปบนเขาสูง ลองนึกภาพนั่งกระเช้า ก็ว่าตื่นตาตื่นใจแล้วนะ อันนี้นั่งลิฟท์อ่ะ ขึ้นตรงๆ ไปจนถึงยอดเขา เห็นหมดเลยทิวทัศน์ แจ่มจริงๆ เขาเทียนจื่อซาน มีเนื้อที่ 65 ตร.ม. ยอดเขาสูงสุดวัดได้ 1250 เมตร ทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกของเขา เต็มไปด้วยชะง่อนผาอันสูงชัน ลำห้วยลึก และป่าหินซึ่งมีหินยักษ์ในรูปลักษณะต่างๆ นานา ยืนตระหง่านค้ำฟ้าอยู่

พอมาถึงยอดเขาด้วยลิฟท์สวรรค์แล้ว ไกด์สาวเราก็พาไปชมวิว ณ รูปปั้นนายพลเฮ่อหลง ซึ่งเป็นลานกว้าง สามารถถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้ และยังมีทางลงไปชมวิวด้านล่างได้อีก แต่เราไม่ได้ลงไป เพราะว่ามีลูกทัวร์บางคนไม่ยอมลงไป ด้วยความเหนื่อยล้ามั้ง เลยขอนั่งพัก ไอ้เราก็เลยต้องอยู่เป็นเพื่อนด้วย พอกลุ่มที่ลงไปขึ้นมา พี่จุ่น ไกด์หนุ่มเรามีมาเยาะเย้ย สวยจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้ลงไป แล้วก็หัวเราะ มันน่านัก จากนั้นก็นั่งรถบัสกลับลงสู่ด้านล่างเพื่อไปรับประทานอาหารกัน พอรับประทานอาหารเสร็จ คราวนี้ไม่ขึ้นเขาแล้ว ไปเข้าถ้ำแทน นั่นก็คือ ถ้ำมังกรเหลือง (หวงหลงต้ง) ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความสูงถึง 160 เมตร แบ่งออกเป็นสี่ชั้น ภายในถ้ำมีอ่างเก็บน้ำ 1 แห่ง ลำธารใต้ดินสองสาย น้ำตกใต้ดินสามแห่ง บึงสี่แห่ง ห้องโถงสิบสามแห่ง และระเบียงทางเดิน 90 กว่าแห่ง ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อย รูปร่างต่างๆ มากมาย แล้วพวกเราก้อได้ลงเรือ ล่องไปตามลำธารภายในถ้ำ ซึ่งน้ำนั้น ขอบอกเย็นมาก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในนั้นต้องใส่เสื้อกันหนาวกันทุกคน ก็อุณหภูมิเล่นคงที่ที่ 25 องศาตลอดเวลานิ แต่พอออกข้างนอกดิ ประมาณ 35 ไม่เป็นไข้ก็ให้มันรู้ไป เขาอยู่ในถ้ำกันมีความสุขดีออก พอล่องเรือเสร็จก็ออกมาเพื่อที่จะเดินทางไปสู่สถานีรถไฟจางเจียเจี้ย ไปสู่หมู่บ้านโบราณฟ่งหวง แต่ปรากฏว่า ฝนดันเป็นใจซะเหลือเกิน เทกระหน้ำลงมาซะงั้น ก็เป็นอันว่า ต้องยืนคอยให้ฝนหยุด แต่พี่จุ่น ไกด์เราดูท่าทางแล้วว่า ถ้ารอฝนหยุดเนี่ย ต้องตกรถไฟแน่ๆ ก็เลยเอาวะ ให้ลูกทัวร์ซื้อเสื้อกันฝน กันคนละตัว (ตัวละ 3 หยวน) แล้วก็ลุยฝนไปกันเลย กว่าจะถึงรถเราก็เล่นเอาขากางเกงเปียกโชกเลย

ไปถึงสถานีรถไฟ ก็ต้องมาวุ่นวายกับสัมภาระ เพราะว่า ต้องเอากระเป๋าเดินทางทั้งหมดไปด้วย บริเวณสถานีรถไฟ ก็จะมีพวกคนจีน มาคอยบริการ แบกกระเป๋าให้ คิดใบละ 5 หยวน ใบไหนใหญ่หน่อยก็ 10 หยวน แต่เชื่อปะ ว่า คนนึงแบกเนี่ย แบกกันคนละ เกือบ 10 ใบใหญ่ๆ แล้วคนแบกเนี่ย ก็ตัวเล็กนิดเดียว แล้วต้องแบกขึ้นสถานีรถไฟ เกือบ 3 ชั้น ทำไปได้ เพื่อความอยู่รอด เห็นแล้วก็สงสารอ่ะนะ แต่ของเราแบกเองอ่ะ บรรยากาศในการนั่งรถไฟ ไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้กัน รถไฟเมืองจีน ไม่ได้ต่างจากรถไฟเมืองไทยเท่าไหร่ ออกจะน่ากลัวกว่ามากด้วยซ้ำ บนรถไฟเจ้าหน้าที่ก็จะคอยเข็นนู่นเข็นนี่มาขายตลอดเวลา (นั่งรถไฟประมาณ 3 ชั่วโมง) ทั้งถุงเท้า น้ำ ผลไม้ ของกิน ซึ่งที่เราชอบเนี่ย เป็นเต้าหู้เสียบไม้ราดด้วยพริกของเขาอ่ะ อร่อยมาก แต่เค็มไปนิด เสี่ยวเหวินซื้อให้กิน หลังจากได้นั่งพักผ่อนไปได้ 3 ชั่วโมง ก็ถึงคราวต้องมาผจญกับความโกลาหลครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ การขนกระเป๋าลงจากรถไฟ เพราะว่ารถไฟมีเวลาจอดและมีเวลาออก เราเลยต้องทำเวลาเหมือนกัน ไกด์ 2 คน กับหัวหน้าทัวร์ 1 คนก็ช่วยกัน รวมทั้งลูกทัวร์ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ด้วยความที่รู้กิติศัพท์ของคนเมืองจีนว่ามือไว ลูกทัวร์ทุกคนเลย ยืนล้อมกระเป๋าที่เอาลงมาแล้วเลย ดูซิว่าใครจะกล้ามาหยิบ แต่ที่น่าจับไปต้มยำทำแกงให้เปื่อยเนี่ย เห็นจะเป็นคนจีนที่จะขึ้นรถไฟ มันไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไรเลย จะขึ้นอย่างเดียว ไอ้เราก็เอาของลง มันก็จะเบียดขึ้นไป เจ้าหน้าที่กันแล้ว ก็ไม่อยู่ เราหมั่นไส้ก็เลยแกล้งดึงเสื้อมันไว้เล่นๆ ไม่ให้มันไป มันก็ไม่หันมามองนะ สะบัดๆ อย่างเดียว แล้วก็รีบแทรกขึ้นไป อีกทีไกด์หนุ่มเราหมั่นไส้มั้ง เห็นสวนกันขึ้นมาอยู่นั่นแหล่ะ เลยเอากระเป๋าวางไว้หน้าประตู แล้วพอคนจีนสวนขึ้นมา ก็ถีบกระเป๋าใส่เลย กระเด็นสิครับ เราก็สงสารนะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ไม่รอเอง ที่เขาไม่ยอมรอเพราะว่ากลัวจะไม่มีที่นั่ง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปเข้าทางอื่น ต้องมาเข้าประตูเนี้ย หลังจากผ่านความโกลาหลมาแล้ว ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน (รวมทั้งเราและไกด์ด้วย) ว่าคราวหน้าไม่เอาแล้วนะ รถไฟ เข็ด ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าทีเดียว

สถานีรถไฟที่เราลง เป็นสถานีรถไฟจี๋โส่ว ห่างจากเมืองฟ่งหวงไปประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้นเราเลยต้องนั่งรถโค้ชต่อไปอีก 1 ชั่วโมง จนถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งถือเป็นวันที่ลำบากที่สุดในทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าหลังจากผจญกับรถไฟมาแล้ว มาถึงโรงแรม ปรากฏว่าโรงแรมไม่มีลิฟท์ แล้วพนักงานก็กลับไปหมดแล้วทำไงหล่ะ ไม่มีใครช่วยขนกระเป๋าขึ้นไปบนห้อง เราเลยต้องวานให้ผู้จัดการโรงแรมนั่นแหล่ะ เป็นคนช่วยหิ้วขึ้นไป  แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่สำหรับเรายังไม่หมด เพราะว่ามัวแต่ห่วงของคนอื่น เลยไม่ได้หิ้วกระเป๋าเอกสารของเราลงมา ซึ่งภายในนั้นมีกุญแจสำหรับเปิดกระเป๋าเดินทางอยู่ แล้วคนขับรถก็ไปแล้ว เลยต้องนอนทั้งชุดนั้นแหล่ะ รอจนเช้าถึงได้เปลี่ยนชุด เฮ้อ กรรม...

 เช้าวันต่อมา ก็ไปเที่ยวชมหมู่บ้านโบราณฟ่งหวง ซึ่งมีรูปหงส์เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ หมิง และ ชิง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากเที่ยวชมความโบราณของบ้านเรือนแล้ว ก็ไปนั่งเรือล่องแม่น้ำถัวเจียงกัน ซึ่งแม่น้ำก็ใสเหลือเกิน ขณะล่องเรือ ก็จะมีสาวเผ่าเหมียว มาคอยขับกล่อมเพลงต้อนรับแขกผู้มาเยือน อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเพลงเพราะมาก โดยเฉพาะเวลาเสี่ยวเหวินร้อง พอล่องเรือเสร็จก็ปล่อยให้ลูกค้าได้เดินช้อปปิ้งกันสักพักแล้วก็พาเดินทางกลับสู่จางเจียเจี้ย ด้วยรถโค้ช (ไม่นั่งแล้วรถไฟ) ถึงจางเจียเจี้ย ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงได้ แล้วก็พาเข้าที่พัก ส่วนพวกอาเฮียก็ออกไปหาอะไรกินกันต่อ ซึ่งแถวๆ นั้นก็มีเปิดอยู่แค่ร้านเดียวก็คือ ร้านลูกกุ้งมังกร คล้ายๆ เอากุ้งมารวนใส่เกลือ ใส่พริก แล้วก็ใสกะละมัง (ขอย้ำว่าใส่กะละมัง) มาเสิร์ฟเลย แล้วก็แจกถุงมือกันคนละคู่เพื่อที่จะได้กินกุ้งกันได้อย่างไม่ต้องกลัวสกปรก แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเกะกะมากกว่า เสี่ยวเหวินกลับบ้านไปก่อน ซึ่งเราก็ไปส่งที่หน้าบ้านแกอีกแหล่ะ แล้วก็กลับมาอีกทีพร้อมกับแฟนครับ แงแงแง...

พอกินกับพวกอาเฮียเสร็จ เราก็มานั่งที่โต๊ะของเสี่ยวเหวินต่อ ก็นั่งเฉยๆ แหล่ะ ไม่ได้คุยอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร กว่าจะได้กลับห้องพร้อมพี่จุ่นก็เกือบตี 1 แล้ว ปรากฏว่า ไปเคาะห้อง ลูกทัวร์ที่นอนห้องเดียวกับเราไม่รู้ว่าไม่อยู่หรือไม่ตื่น เราก็เลยต้องมานอนห้องพี่จุ่นเลย

 เช้าตื่นมา ก็ไปเยี่ยมเยียนบ้านวาดภาพด้วยทราย กัน แป๊บนึง แล้วก็พาไปช้อปปิ้งห้างที่ใหญ่ที่สุดของจางเจียเจี้ย (คล้ายๆ กับโลตัสบ้านเราแหล่ะ) แล้วก็เดินทางกลับสู่เซี่ยเหมินกัน ใจหายเลย พอรู้ว่าจะต้องจากไกด์สาวแล้ว เราก็เลยขอเบอร์ไว้ แล้วก็บอกว่าถ้าว่างๆ จะโทรหาน้า แล้วก็ถ่ายรูปคู่ไว้อีกรูป พวกอาเฮียก็เชียร์เหลือเกินให้หอมแก้มแล้วก็กอด แต่ไม่กล้าอ่ะ เลยอดไป แล้วก็กลับมาถึงเซี่ยเหมินในที่สุด

เช้าวันสุดท้ายในเมืองจีนสำหรับทริปการเดินทางอันทรหดอดทนทริปนี้ หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปสู่ เกาะกู่ลั่งยี่ หรือที่เรียกกันว่า เกาะเปียโน ทำไมถึงได้ชื่อว่าเกาะเปียโน ก็เพราะว่าบนเกาะนี้ มีพิพิธภัณฑ์เปียโนอยู่นั่นเอง เกาะกู่ลั่งยี่ เป็นเกาะที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเซี่ยเหมิน เพียง 700 เมตร เป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก เนื้อที่ 1.78 ตร.กม. บนเกาะถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของบ้านเรือนในสถาปัตยกรรมหลากหลายแบบของชนชาติต่างๆ ทั่วโลก เลยทีเดียว และชาวจีนโพ้นทะเลก้ได้นำมาสร้างไว้ ณ เกาะนี้เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ บนเกาะจะมีสวนซูจวง ซึ่งเป็นสวนที่ตกแต่งสวยงาม สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 ที่ว่าสวยงามก็เพราะเป็นสวนที่สร้างขึ้นโดยอาศัยธรรมชาติทางทะเลเป็นตัวกำหนดแบบแปลนของสวนนั่นเอง ภายในสวนก็มีพิพิธภัณฑ์เปียโน ซึ่งเป็นที่ที่เก็บเปียโนหลากหลายแบบ ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ รุ่นที่หาไม่ได้แล้วในโลกนี้ หรือนานๆ ครั้งจะหาเจอ ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ที่น่ารักๆ ก็จะมีเปียโนตัวเล็กๆ ที่ตั้งไว้ชนมุมเห้อง ตัวเล็ก ๆ น่ารักมาก

หลังจากชมสวนและพิพิธภัณฑ์เปียโนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาช้อปปิ้งกันซะที คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ ให้เวลาเดินช้อปปิ้งกันอย่างเต็มอิ่มจุใจ ส่วนเราก็แอบเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใบนึง สวยถูกใจมาก ก็เลยยืนต่อราคากับเจ้าของอยู่นานมาก ก็ดื้อไม่ยอมให้ จนวินาทีสุดท้ายก็ให้มาในที่สุด แบบว่าจะเอาอ่ะ ก็อยากได้นี่นา กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ประมาณ 30 นิ้ว หุ้มหนัง จากราคาขาย 350 หยวน ยืนต่อกับมันจนได้ราคา 150 หยวน แพงปะ

 ก่อนจะเดินทางไปสู่สนามบินก็แวะไปดื่มชาคลายหนาว (เพราะฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว) จริงๆ แล้วกะว่าจะอยู่ร้านชากันแป๊บเดียว เพราะว่ามีโปรแกรมจะไปช้อปปิ้งกันต่อที่ห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองเซี่ยเหมิน คือ ห้างเวิร์ดมาร์ท แต่ปรากฏว่าเพลินกับการดื่มชากันนานไปหน่อย ก็เลยอด ไม่ได้อดอย่างเดียว เวลาจะไปสนามบินก็แทบจะไม่มีแล้ว ก็เลยต้องบึ่งกันแบบว่า พอเข้าไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน ก็เหลือเวลาแค่ 2 นาที ก่อนปิดเคาน์เตอร์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็บ่นหงิงเลย เราก็ไม่สนแล้ว โหลดกระเป๋า ออกบอร์ดดิ้ง พาส อย่างเดียว บ่นไป ไม่ฟัง แล้วก็รีบวิ่งมาเพื่อรอขึ้นเครื่อง เหตุผลที่ต้องรีบวิ่งมารอขึ้นเครื่องก็เพราะว่า สายการบินแอร์เอเชีย เหมือนกับซื้อของลดราคาอ่ะ ใครเร็วกว่าก็ได้ไป คงจะนึกภาพกันออกอ่ะนะ เมืองไทยเห็นบ่อยๆ อิอิ

ในที่สุดการเดินทางอันยาวนาน ในดินแดนแห่งขุนเขาก็จบลง หลงเหลือไว้แต่ความเหนื่อย เอ้ย ความประทับใจ (ไม่รู้หล่ะใครไม่ประทับใจ แต่เราประท้บใจ พอแล้ว) สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ก็คงอ่านกันจนตาแฉะแหล่ะนะ ก็อ่านๆ ไปเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ...

 

8月21日

ห้วงหนึ่งของความคิด (ขณะนั่งรถเมล์)

         เมื่อวันเสาร์ไปทำงานครึ่งวัน หลังจากที่หายป่วยด้วยโรคยอดฮิต นั่นก็คือ... ไข้หวัดนก เหอะเหอะเหอะ จริงๆ แล้ววันเสาร์ปกติก็จะไม่ค่อยมีอะไรมากมาย เพราะส่วนใหญ่ก็จะปิดกันหมด ก็มีเราเนี่ยแหล่ะ ต้องมานั่งเฝ้าออฟฟิศ แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร
 
          ตอนเช้าก็เริ่มผจญภัยกับการไปเอาตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าที่สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีพี่เมสเซนเจอร์คนหนึ่งไปรับตั๋วให้ แต่พอดีว่า รายนี้เป็นลูกค้าด่วน แล้วตั๋วที่ไปรับไม่สามารถออกเป็น E-ticket ได้ ต้องออกเป็นตั๋วเล่มเท่านั้น ก็เลยเป็นหน้าที่เราที่จะต้องถือ Voucher ตัวจริง ไปรับตั๋ว ตัวสายการบินอยู่ที่ตึกเพนนินซูล่า พลาซ่า ชั้น 4 ตรงๆ ถนนราชดำริ เราก็นั่งรถไฟฟ้าไป ก็สะดวกดี ขากลับก็ด้วยความที่ว่า โอเคไม่รีบมั้ง นัดลูกค้าเข้ามาเอาตั๋วตั้ง 11 โมงกว่า ๆ ก็เลย โอเคนั่งรถเมล์ก็ได้ วันเสาร์คนไม่เยอะ รถไม่ติดหรอก ก็เลยนั่งรถ ปอ. 73 กลับไปสะพานพุทธ เป็นจริงดังคาดแค่ครึ่งเดียว รถเนี่ยไม่ติดจริงๆ แต่คนไม่ได้น้อยอย่างที่คิดเลย จนถึงสะพานพุทธก็ยืนตลอดทางเลย เมื่อยโคตร...
 
          ด้วยความที่ว่าต้องนั่งรอพาสปอร์ตลูกค้าที่เอาไปยื่นวีซ่าไว้มาส่ง แล้วก็ต้องรอส่งตั๋วให้ลูกค้าที่จะเดินทางไปฝรั่งเศส ก็บอกลูกค้าว่า เข้ามาได้นะครับวันนี้ เปิดถึงเที่ยง ลูกค้าก็ครับๆ (หรือค่ะก็ไม่รู้) พอเกือบๆ เที่ยง คุณเธอก็โทรมาถามว่า จะท้นมั้ยเนี่ย ตอนนี้อยู่ตรงเยาวราช (ซึ่งมันไม่ไกลกันเท่าไหร่) เราก็เลยบอกไปว่า ทันครับ ไม่ทันก็รอได้ครับ ไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เป็นไรของเธอจริงๆ จากเยาวราชมาถึงบ้านหม้อ เธอใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินทางมา เหงือกแห้งเลยเรา
 
          พอเลิกงาน ก็ไปเดินบ้านหม้อ เพื่อหาซื้อรีโมต เครื่องดีวีดี ยี่ห้อโซเค่น ที่ซื้อต่อเขามาอีกที เพราะว่าซื้อในราคาถูกสุดๆ (แต่ไม่บอกหรอกว่าเท่าไหร่) แต่เขาไม่มีรีโมตมาให้เลยต้องไปหาซื้อเอง ไอ้เราก็อุตส่าห์มีชื่อรุ่นมาให้นะ แต่ก็ไม่สามารถหาซื้อได้ เพราะว่า ถามร้านไหนๆ ก็บอกว่าไม่รู้ มีนะมันมี รีโมตของ ดีวีดีโซเค่น แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ด้วยกันได้หรือเปล่า ก็เลยเอาวะ ไม่เสี่ยงซื้อดีกว่า ไปให้คนแถวบ้าน ที่เราซื้อเครื่องเขามาไปซื้อให้ดีกว่า จากนั้นก็กลับบ้าน ตอนแรกเปลี่ยวกะว่า จะเดินจากบ้านหม้อไปถึงท่าช้าง แล้วค่อยนั่งเรือข้ามฟากกลับ แต่นึกอีกทียังไม่ได้กินข้าวอ่ะ ไม่มีแรก ก็เลยนั่งรถกลับดีกว่า
 
          ตอนนั่งในรถก็คิดอะไรเพลินๆ แล้วได้ยินเพลงลอยลมมาจากไหนไม่รู้ ซึ่งก็เป็นเพลงที่เก่าแล้ว คือ เพลง รักคือ เวอร์ชั่น ปุ๊ อัญชลี นั่งฟังๆ ไป ก็เลยนึกว่า แล้วเราหล่ะ ในความคิดของเรา "รักคืออะไร"
 
          พอนั่งฟังไปฟังมา เราก็ได้คำตอบสำหรับตัวเรา ว่า "รักของเรา คือความเข้าใจ" ทำไมนะเหรอ ในความหมายของเรา คำว่า "เข้าใจ" มันมากกว่าแค่ความหมายที่ว่า คนสองคนจะเข้าใจกันเท่านั้น ความหมายของคำว่า "เข้าใจ" ของเรา คือ คำว่า "เข้า" และคำว่า "ใจ" แหล่ะ
 
          เมื่อใจของคนสองคน สามารถที่จะวางซ้อนกัน ทับกัน เข้ากันได้อย่างพอดี มันก็ทำให้คนสองคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมากกว่าใคร เมื่อใจของคนสองคนเข้ากันได้ การเอาใจเขามาใส่ใจเราก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าเราสามารถเอามาแทนที่กันและกันได้ เพราะมันเท่ากัน
 
          เมื่อใจของคนสองคนเข้ากันได้ คำว่าต้องยอมให้กัน ต้องทนให้กันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะใจมันเข้ากันได้ไง
 
          แปลกมั้ยนั่งนึกอะไรเพลินๆ ไป แต่มันก็ทำให้เราสรุปได้แหล่ะ ว่า คำว่า "รัก" ในทัศนคติของเราคืออะไร มันก็คือ "ความเข้าใจ" นั่นเอง อิอิ...
 
          ได้ยินเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่ง และเพื่อนอีกหลายๆ คน เกี่ยวกับความรักที่มันไม่ราบเรียบ ความรักที่มันขรุขระ เท่าที่เราเห็น เท่าที่เราดู ปัญหามันไม่ได้มาจากปัจจัยอะไรอื่นเลย มันอยู่ที่แค่คนสองคนเท่านั้นเอง ว่า คุยกันหรือเปล่า ถามกันหรือเปล่า เข้าใจดีแล้วหรือเปล่า ว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เข้าใจดีแล้วหรือเปล่าว่า เราคิดอย่างนี้จริงๆ เห็นมีแต่เอะอะก็เอาอารมณ์มาอยู่บนความรู้สึก มันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คุยกันให้เข้าใจว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แล้วมันจริงอย่างที่เราคิดหรือเปล่า
 
          ใครที่มาอ่านแล้วรู้ตัวว่า เฮ้ยนี่มันเรื่องของกูนี่หว่า หรือว่า เฮ้ย นี่มันคล้ายๆ เรื่องของกูเลย ก็กลับไปคิดซะว่า มันจริงหรือเปล่า กับความคิดด้านเดียว ที่ใช้อารมณ์เป็นฐานความคิดนะ ถ้าคิดได้แล้ว แล้วจะรู้เองแหล่ะว่าต้องทำอย่างไร "เข้าใจ" "เข้าใจ" "เข้าใจ"
8月1日

บรรยากาศ 1 ปีที่วนกลับมาอีกครั้ง...

          เร็วเนอะ เวลาแป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้ว 1 ปี บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย ตูยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนะเนี่ย บางคนอาจจะคิดว่า ทำไม 1 ปีที่ได้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมจริงๆ มันจะสาหัสสากรรจ์ขนาดนี้นะ หรือบางคนอาจจะคิดว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย ชีวิตมีความสุขราบรื่นดี ก็แล้วแต่ทางใครทางมันเนอะ บางคนเจออะไรที่ดีก็ดีใจด้วย บางคนเจออะไรที่ร้ายๆ ก็พยายามสู้ต่อไปนะ
 
          1 ปีที่เราได้สวมชุดครุยแถบฟ้าอันแสนจะหนักอึ้ง มาปีนี้ รุ่นน้องของเราก็ได้สวมมันมั่งแล้ว เย้ๆๆๆ งานรับปริญญาปีนี้จัดตรงกับวันเสาร์พอดิบพอดี เลยทำให้พวกเราที่จบไปแล้วหลายๆ คน และหลายๆ ปี ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แทบจะเรียกได้ว่า เกือบจะเป็นงานรวมรุ่นเลยทีเดียว เพราะมีไอ้วัวน้อยดันว่างนั่งนับเล่นว่า มีรุ่นเรา (รุ่น 34) กลับไปอยู่ ณ วันนั้น ถึง.... 65 คน (มันบอกว่ายังนับไม่หมดนะ) เยอะปะหล่ะ ซึ่งเท่าที่ดูเนี่ย ก็อาจจะเป็นไปได้นะ ถ้าใครได้ไปนั่งที่ยูเนี่ยนหล่ะก้อ จะเห็นแต่เพื่อนๆ เราทั้งนั้นเลย อิอิ...
 
          เราไปที่มหาลัย คืนก่อนวันงานรับปริญญา เพราะคิดว่าถ้าไปตอนเช้าเนี่ย รถคงติดแน่ๆ และก็ไม่อยากที่จะตื่นแต่เช้า เพื่อมานั่งรอรถติด ก็เลยไปซะก่อนดีกว่า แล้วก็เลยนัดน้องรหัส เพื่อนที่กินข้าวด้วยกัน (แหะแหะแหะ น้องเลี้ยงนะ) น้องรหัสสายตรงเราไม่รับปริญญา เพราะว่า ได้งานเป็นแอร์ฯ ที่เจแปนแอร์ไลน์ ตามกฎ (ที่โหดสุดๆ) คือไม่อนุญาตให้ลางานช่วงเวลาฝึกงาน 3 เดือนเลย ก็เลยไม่ได้มารับ ก็ไม่รู้ว่าปีหน้ามันจะยื่นขอรับหรือเปล่า เพราะเห็นเพื่อนเราหลายๆ คนที่ได้งานที่แจล ก็รับปีนี้กันเยอะเหมือนกัน
 
          ไปถึง น้องโอ๋ น้องรหัสปี 4 ก็บึ่งมอเตอร์ไซค์คันจิ๋วมารับ เพราะกินกันในเพชรช้อป (ใหม่) วันนั้นน้องๆ มากันครบ ยกเว้นน้องปอ น้องสายตรงที่ไม่ได้มารับปริญญา กับน้องอุ้ม น้องรหัสสายตรงปี 1 ที่บอกว่าไม่สบาย (แต่ไปนั่งเล่นเนตที่ร้านเนต) แต่เราก็ยังจิกน้องมานั่งได้แป๊บแหล่ะ อิอิ...  กินกันไปก็คุยกันไป จิปาถะ  ตามอารมณ์ พอกินเสร็จต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป นัดเจอกันอีกทีตอนเก้าโมงเช้าของอีกวันเพื่อที่จะมาถ่ายรูปกัน เราก็เดินกลับไปที่ คนอ. ก็ไม่เจอใครอยู่เลย พอดีเจอน้องลี่ที่เป็นเหฯ ปี 4 ก็เลยนั่งเล่นอยู่แล้วก็ให้น้องไปส่งที่ร้านเกมส์ เพื่อที่จะไปเอากุญแจบ้านน้องปาล์ม (งงปะ) แล้วก็เข้าบ้านไป คืนนี้พวกวี เต้ ปุ้ย จุ๊ ดา เทป หนึ่ง เก๋ ก็มาค้างเหมือนกัน แต่ค้างคนละบ้านกัน เราค้างบ้านน้องปาล์ม ส่วนพวกนั้นค้างบ้านน้องโน้ต เรากลับมาเจอแต่เก๋นอนเครียดอยู่กับการทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อจะเอาไปสอบ กพ. (ลากน้องๆ เครียดไปด้วยซะงั้น) ก็เลยลองไปนั่งทำดูมั่ง แล้วก็ต้องขอยกธงยอมแพ้ เพราะไม่รู้เรื่องเลย สูตรอะไรก็ไม่รู้
 
          ประมาณเกือบเที่ยงคืนพวกวีก็กลับมาแล้วก็นั่งกินเหล้ากันต่อ ส่วนเราไม่อยากกินด้วย อะไรก็ไม่รู้แหล่ะ เลยไปนอน แต่นอนไม่ค่อยหลับหรอก พลิกไปพลิกมา พลิกไปพลิกมา อ้าว เกือบหกโมงเช้าแล้ว ต้องนอนจริงๆ แล้ว พอคิดจะนอนจริงๆ ก็ปรากฏว่าไอ้ลูกวัวน้อย (ไอ้แคมป์) ก็โทรมาให้ไปรับอีก เลยไม่ได้นอนเลย ก็กะว่าจะออกไปรับ ก็โดนปุ้ยเรียกคุย ก็เลยนั่งคุยกับปุ้ย เทปก็เลยไปรับมาแทน สภาพแต่ละคนก็นะ เมามายเมามาย
 
          พอออกมาจากบ้านน้อง ก็ไปที่มหาลัย แล้วก็อยู่ที่มหาลัย จนถึงดึกดื่นแหล่ะ ส่วนพวกวีก็เห็นว่ากลับไปกันตอนบ่ายๆ ไม่ได้เจอกันหรอก ปีนี้พิเศษกว่าปีก่อนๆ เพราะว่าปีนี้ องค์สิริภาฯ ก็ทรงสำเร็จการศึกษาในคณะจิตรกรรมเหมือนกัน ก็เลยมีพระญาติมากัน ที่มาก็มีฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ มารับปริญญาด้วย (กิตติมศักดิ์) แล้วก็พระเทพฯ ที่มาพระราชทานปริญญาเหมือนทุกๆ ปี
 
          งานเสร็จสิ้นจริงๆ ก็เกือบจะประมาณหกโมงเย็นได้ เมื่อยมากๆ เพราะว่าเดินไปเดินมา (ก็ไม่มีจักรยานนี่นา) พอเสร็จเราก็เอาของไปให้น้องรหัส ซึ่งซื้อเป็นตุ๊กตาหมาบลูด็อกให้ 1 ตัว (น่ารักดี) แล้วก็ไปกินข้าวกับน้องๆ คนอ. คุยไปคุยมาก็กลายเป็นว่าจะไปร้องคาราโอเกะกันต่อ ซะงั้น ก็เลยแยกย้ายกลับเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะว่าห้องเต็ม น้องๆ เลยซื้อเหล้ามานั่งกินกันในบ้านเลย เราก็เลยกินด้วย แต่ก็ไม่เยอะ เพราะไม่อยากเมา พรุ่งนี้ต้องกลับบ้านแต่เช้าด้วย
 
          พอเช้าก็ไปถ่ายเอกสารหนังสือภาษาเกาหลีที่ยืมน้องป๊อบมา แค่เล่มเดียว มันล่อไปซะ 1 ชั่วโทง ไม่รู้ทำอะไรของมัน หน้ามึนๆ ถ่ายไปทิ้งไป เท่าที่เห็นมันถ่ายเนี่ย เสียไปมากกว่าสองเล่มอีก เซ็ง...
 
         ผ่านไป 2 คืน กับ วันสำคัญของน้องๆ ที่จะได้ออกไปเป็นผู้ใหญ่ในสังคมภายนอก มองไปแล้วก็ย้อนกลับมามองตัวเอง เฮ้อ เร็วจริงๆ ก็สู้ๆ นะครับน้องๆ
         โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ก็อย่าลืมความเป็นเด็กในตัวไปนะคร้าบ เพราะว่าโลกนี้มันโหดร้าย มองโลกในแง่ดีแล้วจะเจอแต่เรื่องดีๆ   
7月17日

กลับมอ...

       ช่วงนี้ได้กลับไปที่ มหาลัย บ่อยๆ ตั้งแต่วันปิดกิจกรรมรับน้องชาย เรื่อยมา จนล่าสุด กีฬาเฟรชชี่ ทำให้ได้รับรู้อะไรเยอะขึ้น ได้รู้สึกอะไรมากขึ้น ได้เห็นความแตกต่างอะไรหลายๆ อย่าง เลยมานั่งนึกว่า อืม... อีกไม่นานกิจกรรมต่างๆ นาๆ นี่ก็คงจะถูกลดบทบาทลง จนอาจจะหายไปเลยก็ได้มั้ง

 

          กีฬาเฟรชชี่ปีนี้ จัดทั้งหมด 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-15 ก.ค. ก็คือตั้งแต่วันพุธถึงวันเสาร์นั่นเอง  ช่วง 3 วันแรกไม่ได้กลับไปดู ด้วยความที่ว่ามีการมีงานทำ และไม่สามารถปลีกตัวมาได้ก็เลยอดไป 3 วัน แต่ก็ได้มาเห็นงานวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันปิด คือวันเสาร์นั่นเอง

 

          ปีนี้ ลีดส์เปิดคอนเซปแค่วันเดียว คือวันศุกร์ ได้ยินว่า เป็นคอนเซป ไฟนอล + สามก๊ก (อยากดู) ส่วนของศึกษา ก็เปิดคอนเซปไสยศาสตร์ เขาว่ากันว่า ทุกอย่างที่ศึกษาทำ เป็นของจริงหมด ตั้งแต่บทสวด พิธีกรรม ของเซ่นไหว้ ด้วยเหตุนี้เลยทำให้คณะเทคโนฯ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ... (อยากรู้อะดิ..อิอิ)

 

          วันเสาร์ตอนแรกกะว่าจะไปเรียนภาษาเกาหลีก่อน แล้วค่อยไปที่มหาลัยสักประมาณบ่ายๆ ปรากฏว่าด้วยความขี้เกียจเรียน (ผีขี้เกียจเข้าสิง) ก็เลยไปมหาลัยเลย แต่ก็นะกว่าจะไปถึงมหาลัย ก็เกือบเที่ยงแล้ว... พอไปถึงก็พึ่งได้รู้ว่า วันนี้มีกิจกรรมเปิดโลกชมรมด้วย (งง) เปิดโลกฯ มีช่วงประมาณเที่ยงๆ จนถึงประมาณ บ่าย 3 หลังจากนั้น น้องๆ ก็มารวมกันที่ใต้ตึก 36 ปี (น้องๆ เขาเรียกกันว่า ลานบนอ่ะ ฟังแล้วนึกถึงลานบนตรงลานทรงพลไงๆ ไม่รู้) เพราะว่า จิตรกรรม ปี 2 มาสอนน้องร้องเพลง เพราะว่า โครงการอักษร-จิตรกรรม จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ค. ซึ่งก็คือวันนี้นี่เอง

 

          ปีนี้จิตรกรรม สอนเพลง จิตรเจอะ, หนุ่มจิตร+สาวจิตร และ ศิลปากรนิยม 3 เพลง น้องๆ ก็ตั้งใจร้องกันดี จำกันเร็วจริงๆ จำได้เร็วกว่าเพลงคณะตัวเองอีก (555) ที่ห่วงก้อแค่น้องมือกลองอย่างเดียวแหล่ะ เพราะว่าปีนี้มือกลองกระดูกอ่อนมากๆ ตีกันป๋องแป๋ง แรงไม่มีเลย ก้อเลยต้องไปดู (ด้วยเหตุนี้แหล่ะ ถึงไปมอ. บ่อยๆ ไง)

 

          พอจิตรกรรมสอนเพลงน้องเสร็จ ก็ให้น้องไปที่สแตนด์ที่สปอร์ต คอมเพล็กซ์กัน พอดีคณะดุริยางค์ มาโชว์ ก็เลยดูโชว์กันก่อน ก็มันส์ในแบบดุริยางค์เหมือนเดิม ปีนี้ลูกครูหนูก็เข้าดุริยางค์ ก็เป็นหนึ่งในที่มาโชว์นั่นเอง

 

          ปีนี้มาก็ต้องแปลกใจว่า เอ๊ะ ทำไมสแตนด์มันเยอะอย่างเนี้ยหล่ะเนี่ย ก็เลยถามน้อง ก็ได้คำตอบว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรมีทั้งหมด 15 คณะแหนะ เยอะมาก มาทุกคณะด้วย ยกเว้นคณะมัณฑนศิลป์คณะเดียว ที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรม เพราะว่าเป็นวันปิดว้ากของคณะเขาอ่ะ ก็เลยไปทำกิจกรรมของเขาไป

 

          ปีนี้จัดโดยการให้เอาคอนเสิร์ตมาเล่นก่อน (คงคิดภาพออกอ่ะนะว่าจะเป็นไง) ตอนแรกบอกว่ามี บูดาเบสต์ กับ อีโบล่ามา แต่สุดท้ายก็เห็นมีแต่ อีโบล่า กับใครก็ไม่รู้ที่เอาเพลงชาวบ้านเขามาร้อง แถมฝนก็ตกๆ หยุดๆ ก็เลยกร่อยสนิท ให้น้องๆ วิ่งเข้าไปหลบฝนกันในโรงยิม เพราะว่าวันนี้น้องๆ ใส่ชุดนักศึกษากัน มีแค่คณะวิทยาศาสตร์ กับคณะอักษร 2 คนเท่านั้นที่เข้ามาหลบ ก็เลยได้เอนเตอร์เทนกันนิดหน่อย พอเห็นว่าฝนไม่น่าจะหนักแล้ว ก็พาน้องๆ ออกไป คอนเสิร์ตก็ยังคงเล่นต่อไป ทำอะไรไม่ได้ เอนเตอร์เทนกันเองก็ไม่ได้เพราะคอนเสิร์ตเล่นอยู่ ก็เลยให้น้องๆ นั่งฟังเพลงกันไปเรื่อยๆ พอคอนเสิร์ตเล่นจบ ก็ถึงเวลาการแสดงของแต่ละคณะ ซึ่งมีทั้งหมด 14 การแสดง (ขาดของเดคไป)

 

          ในความรู้สึกอ่ะนะ ปีนี้การแสดงไม่ค่อยน่าดูทุกคณะเลย ไม่รู้แสดงอะไรกันก้ไม่รู้ มีที่น่าดูและดึงดูดอยู่ก็จะมี ของ เทคโนฯ ที่ยังคงคอนเซปเดิมอยู่ แต่ก็น่าดูเหมือนเดิม ปีนี้เป็นแมงปอแฮะ คณะจิตรกรรม ที่ยังคงเล่นแสงสีเหมือนเดิม แค่ปีนี้ใช้ลูกโป่งในการเล่นแสง สวยงามไปอีกแบบ อักษร ก็ยังคงคอนเซปดูไม่รู้เรื่องอยู่เหมือนเดิม เน้นความลึกซึ้ง ปีนี้คอนเซป เกิดแก่เจ็บตาย ดุริยางค์ก็โชว์เพอคัสชั่นเช่นเดิม ปีนี้ดุริยางค์ทำงงกันถ้วนหน้าเพราะพอโชว์จบ ก็ดันร้องเพลงซานต้าลูเชีย ซึ่งถือว่าเป็นเพลงปิดกิจกรรมอ่ะนะ ชาวบ้านก็เลยต้องลุกขึ้นยืนตามกันหมด น้องอักษรฯ ก็บ้าจี้ช่วยร้องด้วยซะงั้นเลย (ต้องไปอยู่ในบรรยากาศ จะรู้ถึงความงวยงง)

 

          พอการแสดงเสร็จก็ถึงพิธีมองรางวัลการแสดง ซึ่งก็ได้ไปทุกคณะเช่นเดิม หลังจากนั้นก็ร้องเพลงซานต้าลูเชีย กับ เพลงกลิ่นจัน ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะมีคณะไหนร้องกันเลย ยกเว้นอักษร กับจิตรกรรม โดยมีพี่เชียร์อักษรไปเป็นต้นเสียงเช่นเดิม พอจบเพลงซานต้าลูเชีย ก็ขึ้นด้วยเพลง ศิลปากรนิยม ของคณะจิตรกรรม (ก็ยังคงมีแต่อักษรกับจิตรกรรมที่ร้องได้) น้องอักษรก็ช่วยร้อง ถึงแม้ว่าจะร้องผิดไปบ้าง (แถมร้องดังด้วย) เสร็จจากศิลปากรนิยม ก็เพลง กลิ่นจัน แล้วก็จบ แยกย้ายกลับหอ ก็ลากน้องๆ ลงมาเอนเตอร์เทนกลางสนามบาส ก็ขำๆ กันไป รุ่นพี่รุ่นน้องช่วยกันร้องช่วยกันตี เห็นแล้วนึกถึงตอนช่วงเวลาของเราจัง เป็นปกติที่จากเอนเตอร์เทนรวมแล้วก็ต้องเป็นการเอนเตอร์เทนชาย ขนาดจบไปแล้วยังไม่วายต้องมาตีเพลงชายจนได้ ก็ขึ้นด้วยเพลงเอก แล้วก็ เพลงโท (เพลงตรี พี่ติเห็นแล้วว่าคงจะล่มแน่นอนเลยไม่ร้อง) แล้วก็บ้านโลกีย์ อี๋แอ มดแดง ร่อนเร่ ยาคูลท์ แล้วก็บูม แล้วก็ปล่อยน้องกลับ บางคนก็ไปเอนเตอร์เทนต่อกับเทคโน

 

          ส่วนเราพอเสร็จก็จับน้องกลองที่เป็นผู้ชายทั้งสามคน มาฝึกตีเพลงของจิตรกรรม กันตรงนั้นเลย อยู่จนถึงประมาณ ตี 2 ก็ให้น้องกลับไปพักผ่อน เพราะว่าเช้าน้องจะต้องมาช่วยเพื่อนๆ ล้างโรงละคร ส่วนเราก็ต้องไปเรียนแต่เช้า คืนนี้ค้างบ้านชมพูเหมือนเดิม โดยมีโน้ตมารับที่ คนอ. ลืมไปว่า คืนนี้พวกพี่ติกับน้องๆ นัดกันจะสังสรรค์กันที่บ้านชมพู พอไปถึงก็เลยไปนั่งกินกัน นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่ได้นั่งกินเหล้าบนสะพานสระแก้ว แต่สมัยนี้อดกินแล้ว เพราะมียามคอยตรวจการอยู่ตอนกลางคืน ไม่ใช่ใครอื่น พี่ตั้มนั่นเอง แถมเขี้ยวซะด้วย วงสังสรรค์คืนนี้ ประกอบไปด้วย พี่ติ เรา โน้ต ลี่ กิ๊ก โบว์ ซัน ไอซ์ ทราย เมย์ นุก แกรม ปาล์ม มีน นัท

 

          กะอยู่แล้วว่า ถ้ามีวงเหล้าเมื่อไหร่จะต้องมีการร้องไห้แน่ๆ แล้วก็มีจริงๆ คนแรกเลย ก็ไอ้น้องลี่ เหรัญญิก ปี 36 โวยวายๆ แล้วก็ร้องไห้ ขำดีๆ แล้วต่อมาก็เป็นน้องกิ๊ก ปี 4 อีกเหมือนกัน คนนี้ไม่รู้เครียดมาจากไหน ร้องไม่หยุดเลย เออ... ลืมบอกไปว่า คืนนี้มีทั้งหมด 2 วง ข้างบ้านวงนึง ในบ้านวงนึง แต่ก็เดินเข้าเดินออกสองวงแหล่ะ

 

          นั่งกินกันจนประมาณ 6 โมงนิดๆ เหล้าก็เหลืออยู่ก้นขวด 2 ขวด น้องโน้ตตัวดีก็ทำหน้าตาย บอกให้เรากระดกเพียวๆ ให้หมด ตอนแรกกะจะไม่กิน แต่เห็นหน้าน้องมันก็เลยต้องยอมมัน ร้อนวูบไปเลย ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรอ่ะนะ นั่งไปแป๊บเดียวแหล่ะ ไม่ไหวแล้ว หาที่ปล่อยก่อน ก็ได้ที่พึ่งพิงเป็นกำแพงบ้านและเสา นั่งแหมะอยู่ตรงนั้นเลย ส่วนพี่ติ ก็โดนให้กระดกก้นขวด อีกขวดนึง ก็สภาพเดียวกันครับ แต่พี่ติ ที่น้องๆ บอกคือ ฟุบอยู่ตรงโต๊ะม้านั่งนั่นหล่ะ

 

          พอประมาณ 7 โมงกว่า ก้อเข้ามานอนบ้านน้องปาล์ม ปี 3 ด้วยความที่ว่ามึนมากๆ ก็เลยขอขี้เกียจไม่ไปแล้ว รงเรียน นอนดีกว่า ถ้าให้ไปเรียนเนี่ย ก็คงตายแน่ๆ  ตื่นมาอีกทีก็เที่ยงแล้ว ก็เลยอาบน้ำแล้วก็ออกไปที่ โรงละคร กับปาล์ม เพราะว่าน้องๆ นัดกันล้างโรงละคร พอไปถึง ก็เห็นน้องๆ มากันบ้างแล้ว ตอนแรกก็ขัด ก็ล้างกันอยู่ดีๆ แหล่ะ แล้วรุ่นพี่ก็พาเล่นน้ำซะงั้นอ่ะเปียกกันถ้วนหน้า แต่ก็สนุกดี แล้วก็ไปกินข้าวกัน พอกินข้าวกลับมาเสร็จก็เกือบ ห้าโมงเย็นแล้ว ก็เลยกลับบ้านดีกว่า จริงๆ อยากอยู่ค้างต่ออ่ะ แต่ด้วยสามัญสำนึกว่า พรุ่งนี้จะต้องทำงานน้า ก็เลยกลับดีกว่า

 

          ไปกลับมาครั้งนี้ได้ความรู้สึกอะไรกลับมาเยอะแยะเลย เป็นความรู้สึกที่ดีนะ ไปกับเพื่อนก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ อยู่กับน้องๆ ก็ความรู้สึกอีกแบบ ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราไม่คาดหวังว่าจะเจอกับอะไรตรงหน้า แล้วปล่อยมันไหลไปเรื่อยๆ เนี่ย มันก็คงไม่เกิดความรู้สึกไม่ดีหรอกมั้ง (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

 


 

          เอาเป็นว่า ในความคิดเราเอง เรายังมีความสุขอยู่นะ ที่ได้กลับไปยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ก็แค่อย่าคิดว่าไม่ใช่ที่ของเราแล้วสิ มันมีอะไรให้เราทำอีกตั้งเยอะนี่นา...

 

7月5日

เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้... ตลอดชีวิต

          ช่วงนี้ รู้สึกมันว่างๆ พิกล หลังจากที่เรียนจบหลักสูตรอันเข้มงวด (หรือเปล่า) ของมัคคุเทศก์มาได้ ตอนนี้ก็เหลือแต่รออย่างเดียว รอรับประกาศและทำบัตรไกด์ เฮ... จะได้เป็นไกด์แล้ว
 
          หลังจากที่ตรากตรำกับการสอบ (ซึ่งอ่านวันนี้สอบพรุ่งนี้เหมือนเคย) สอบทั้งหมด 7 ตัว ผลปรากฏว่า ตกไป 2 ตัว เก่งจริงๆ เรา แล้วไอ้สองตัวที่ตกเนี่ย ก็เป็นวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ (ซึ่งถนัดเลยเราเนี่ย) ทั้งหมด สอนโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรนั่นเอง (ลองไปถามเด็กโบราณ น่าจะรู้จักทุกคนนะ)
 
          พอมันว่าง จิตมันก็เลยหงุดเงี้ยว เอ้ย!!! หงุดหงิด ไม่รู้จะทำอะไร ผู้จัดการคงเล็งเห็นแล้วว่า มันจะต้องว่างแน่ๆ ก็เลยตกลงเสร็จสรรพว่า "ปิง ทำงานวันเสาร์ด้วยนะ เรียนจบแล้วนี่" ไอ้เราก็ได้แต่ตอบว่า "ครับ" เพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร สงสัยจังว่าให้มาทำไรหว่า งานก็ไม่มี มาเปิดไฟ เปิดแอร์เล่นงั้นๆ อ่ะ
 
          หลังจากนั้นไม่นาน ทางสถาบัน (ที่ไปเรียนไกด์นั่นแหล่ะ) ก็ประกาศว่า ใครคนใด ที่สนใจจะเรียนภาษาเกาหลี มาสมัครได้ เปิดสอนสำหรับคนที่มีบัตรไกด์ เอาหล่ะสิ เงื่อนไขที่สำคัญของมันคือ "ฟรี"  เราก็เลย เหอะเหอะเหอะ ของฟรีก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร ใช่ปะ
 
          กับการเรียนฟรี ผ่านไปสัปดาห์แรก เราก้ได้รู้ว่า ภาษาเกาหลี แตกต่างกับภาษาจีนมาก และคล้ายกับภาษาไทยมาก เราว่า ภาษาจีนคล้ายกับภาษาไทยแล้วนะ ที่มันคล้ายกันก็เพราะว่า ภาษาเกาหลีเนี่ย มันมีพยัญชนะ สระ และ ตัวสะกด นั่นเอง เหมือนภาษาไทยเปี๊ยบเลย ไม่เหมือนภาษาจีนที่เป็นอักษรภาพ
 
          ถามว่ายากมั้ย ยากนะ เพราะว่าเราต้องมานั่งสะกด และท่องศัพท์ของภาษาเกาหลี เหมือนกัน จะมีเวลาท่องไม๊เนี่ยเรา แต่เอาเถอะ ความรู้รอบตัว เรียนไม่มีวนหมดหรอก มีโอกาสก็เรียนซะเถอะ
 
          พิมพ์ไปพิมพ์มา เฮ้ย วันนี้มันวันที่ 5 ก.ค. นี่หว่า วันกีฬาน้องพี่ ตายแล้ว นี่ก็จะ 3 โมงแล้ว ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทันร้องเล่น เต้นรำ กับเพื่อน ๆ ไปก่อนๆ เจอกันๆ
5月23日

เหตุผลของคนเลิกกัน

          อืม... ไม่ได้เข้ามาอัพเดตสเปซตัวเองซะนานเลย ไอ้ที่ค้างเอาไว้ก็ไม่ได้มาต่อ พอมีเวลาว่างก็จำมะได้แล้วว่า ไปไหนมาบ้าง มีอะไรบ้าง เอาเป็นว่า รู้ว่าไปมาก็แล้วกันนะ เพราะว่าจำมะได้จริงๆ T-T
 
          คงสงสัยกันหล่ะสิว่า ทำไมถึงตั้งหัวเรื่องอย่างงี้ มันต้องอกหักมาแน่ๆ เลย หรือว่าอะไรทำนองนั้น ซึ่งก็มีคนถามกันเยอะนะ แม้แต่ลูกค้าที่คุยงานด้วยยังถามเลยว่า อกหักมาหรือเปล่า จะตอบว่าไงหล่ะ แฟนยังไม่มีเลย แล้วจะเอาอกที่ไหนมาให้หัก...
 
          จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สงสัยมาตลอดแหล่ะ ว่าอะไร คือเหตุผล... นั่นแหล่ะ ช่วงที่ผ่านๆ มาก็ได้ข่าวคราวของคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง รวมถึงของตัวเองที่ผ่านไปแล้วด้วย ว่าคนนั้นเลิกกับคนนี้ คนนี้เลิกกับคนนั้น ทั้งๆ ที่คบกันมาก็หลายปีดีดัก เลยอยากรู้ว่า... ทำไม...
 
          ด้วยความสงสัยอยากรู้ มันก็เลยกลายเป็นเพลงเพลงหนึ่ง (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเพลงได้หรือเปล่า) เลยเอามาพิมพ์ไว้ในนี้เผื่อว่า เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่าน แล้วได้อ่าน รู้สึกอย่างไร เห็นอย่างไรก็บอกกัน จะได้รู้ว่า...อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนรักกันเลิกกัน...
 
เหตุผลของคนเลิกกัน
 
สิ่งหนึ่งที่ยังสงสัย  ติดอยุ่ในใจเรื่อยมา
 
สุดท้ายฉันเลยต้องมาถาม
 
ความรักของคนหนึ่งคน  เริ่มต้นที่ตรงไหน
 
เหตุใด ความรักจึงดูสวยงาม
 
แม้ต้องเหนื่อยสักเท่าไหร่ ลำบากสักเท่าไหร่
 
ไม่ท้อ ขอยอมเธออยู่อย่างนี้
 
ความรักที่ดูยากเย็น เปรียบเป็นเช่นดังนิยาย
 
ลงท้าย ความรักก็เป็นนิยาย
 
อยู่อยู่เธอมาบอกลา อยู่อยู่เธอมาจากไป
 
เหลือไว้  แค่เพียงคนหนึ่งคน
 
ความรักที่มันผ่านมา  มีค่าที่ตรงไหน
 
เหตุใด  ความรักจึงดูง่ายดาย
 
แม้ไม่อยากจะเสียเธอ  ที่เคยว่ารักกัน
 
แต่รั้งเธอไว้ก็เพียงเท่านั้น
 
ขอถามแค่เพียงเรื่อยเดียว ช่วยตอบฉันหน่อยได้มั้ย
 
ว่าอะไร... คือเหตุผลที่เราเลิกกัน
 
ว่าอะไร... คือเหตุผลของคนเลิกกัน
 
 
          ก็ไงๆ ก็ลองๆ อ่านดูแล้ว รู้สึกอย่างไรก็บอกกันด้วยนะ คิดถึงทุกคนที่คิดถึง... ^_^
 
 
3月29日

Field Trip in Northern 23-26 Mar 06 (PART 1)

     ในที่สุดเราก็ได้กลับมาเจอกันอีกแล้ว ครั้งนี้ไปไหนมาหละเรา (ที่ถามตัวเองเนี่ยก็เพราะงงเหมือนกัน) ก็เล่นลากยาวตั้งแต่กรุงเทพฯ ยัน เชียงใหม่ เลย ยังไงก็จะค่อยๆ บอกๆ ค่อยเล่าแล้วกันนะ
 
     ทริปการเดินทางครั้งนี้ ก็เหมือนกับครั้งที่แล้วที่ไปกาญจนบุรีและนครปฐม แต่แตกต่างกันตรงที่ต้องไปค้างคืนนั่นเอง แล้วก็นั่งรถโค้ขจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่เลย (เหนื่อย) ก็เหมือนเดิม ทริปนี้ มัคคุเทศก์จีน ก็ยังคงไปพร้อมกับมัคคุเทศก์ไทย เพราะว่าอะไรก็ไม่รู้แหล่ะ เลยรู้สึกว่า เอ... เราก็อยู่รุ่นเดียวกับมัคคุเทศก์อังกฤษนา ทำไมเราต้องไปไหนมาไหน (หมายถึงออกทริป) กับมัคคุเทศก์ไทย ซึ่งอยู่คนละรุ่นกับเราตลอดเวลาเลยหล่ะ แต่ก็นะ พอได้ไปกับพวกนั้นแล้ว มันมีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ
 
     ก่อนจะพูดถึงวันแรกของการเดินทาง ก้อต้องเล่าถึงวันก่อนการเดินทางก่อน คืนก่อนการเดินทาง เราก็ขี้เกียจอ่ะ ขี้เกียจตื่นแต่เช้าไป เพราะเขานัดให้ไปถึงจุดนัดพบเนี่ยก็ประมาณตี 5 ครึ่งอ่ะนะ เราก็เลยไปขออาศัยไอ้เต้ (เอกไทย) นอนด้วย กว่าจะไปถึงหอมันก็สี่ทุ่มกว่าๆ แล้ว เพราะว่าเลิกงาน 5 โมงเย็นแล้วต้องแวะเอากุญแจออฟฟิศ ไปให้ไอ้เกด (ลีดส์รุ่นเราอ่ะ) เพราะว่า มันจะมาช่วยเฝ้าออฟฟิศให้ 2 วัน เนื่องจากว่า ทั้งเราและผู้จัดการไม่อยู่ ผู้จัดการไปออกทัวร์ ส่วนเราก็ไปออกทริปอ่ะ
 
     หอเต้อยู่ลึกมาก ตอนที่โทรไป มันก็ขี้เกียจออกมารับแล้ว มันก็เลยบอกให้นั่งมอไซด์เข้าไป แล้วมันก็บอกเราว่าให้บอกว่ามาที่ โอล์ด สตรีท แมนชั่น เราก็บอกไปอย่างนั้น มอไซด์ก็พาไป ลึกมาก พอพามาจอด ก็เล่นเรางงเลย เพราะที่เขาพามาจอดเนี่ย เป็นโฟล์ สตรีทแมนชั่น เราก็งงๆ แต่ก็จ่ายเงินให้ไป แล้วก็โทรไปหาเต้ สักพักมันก็ลงมารับ เราก็เลยถามมันว่า ตกลงไม่ได้อยู่ โอล์ด  สตรีทแมนชั่นเหรอ มันก็บอกว่าเปล่า กลายเป็นว่าเราฟังผิดซะงั้น ดีนะ ที่มอไซด์มันรู้ ก็เลยพามาถูก
 
     พอตอนเช้าก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกไปที่จุดหมาย ปรากฏว่า เขามากันหมดแล้ว (เพราะว่าเราไปสายไง อิอิ...) ก้อพอดีขึ้นรถพอดี แล้วก็ไปรับเสื้อสำหรับใส่ในกลุ่มมัคคุเทศก์จีน สีแดงได้ใจมากๆ พอทุกคนมากันครบ เวลา 6.30 น. ก็ออกเดินทางสู่ภาคเหนือทันที
 
     จุดแรกที่เราต้องแวะกันก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อากาศก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ แค่ 39 องศาเอง (เท่ากับที่กาญฯ เลยแฮะ) ที่นี่อาจารย์แม่ (คนเดิม) ก็พาไปดูวัดหลายๆ แห่งโดยนั่งรถไปชม วัดแรกที่ไปชมคือ วัดนางพญา (ไม่เล่าประวัตินะ เพราะว่ายาว) ส่วนวัดที่สองก็คือ วัดช้างล้อม ซึ่งวัดนี้ ทุกคนก็คงเคยได้ยินชื่อกันมา จุดเด่นก็คือ มีช้างล้อมรอบอยู่ที่ฐานเจดีย์นั่นเอง ส่วนไอ้วัดแรกเนี่ย จุดเด่นของวัดนี้ ก็อยู่ตรงที่ กำแพงวิหารโบราณที่มีลวดลายปูนปั้น ซึ่งหลงเหลืออยู่ ยังไม่แตกสลาย และไอ้ลายปูนปั้นนี่แหล่ะ ที่ช่างทองสุโขทัยเอาไปทำเป็นลายทองที่มีชื่อเสียง นั่นก็คือทองสุโขทัยนั่นเอง ส่วนวัดที่สามนี่ ก็คือวัดเจดีย์เจ็ดแถว (อันนี้ไม่ค่อยรู้อะไรเพราะว่าคุยอ่ะ)
 
     พอจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยแล้ว ก็ไปต่อกันที่นี่เลย ที่ขาดไม่ได้เลยถ้ามาสุโขทัยก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่นี่จะมีรถพาเข้าไปชมเหมือนกัน ไม่ได้ลงไปดูหรอก ที่ได้ลงไปดูก็มีที่วัดมหาธาตุ และก็ที่อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงเท่านั้นเอง จากนั้น ก้ไปที่วัดศรีชุม ที่วัดแห่งนี้ จะมีพระพุทธรูปนั่งองค์ใหญ่อยู่ ชือว่า พระอัจนะ นั่งอยู่ภายในซุ้ม ที่มีกำแพงหนาถึง 3 เมตร สามารถที่จะเดินเข้าไปภายในกำแพงและเดินไปด้านหลังของพระอัจนะได้ ว่ากันว่า พระนเรศวรมหาราช เคยใช้ที่นี่เป็นที่ปลุกใจทหารให้เกิดความฮึกเหิมได้ โดยแอบให้ทหารคนสนิท เข้าไปอยู่ด้านหลังของพระอัจนะ แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสว่า "ถ้าการรบครั้งนี้เราเป็นฝ่ายชนะ ขอให้พระอัจนะสามารถเปล่งเสียงได้" แล้วก็มีเสียงขึ้นมาจริงๆ ทำให้ทหารมีกำลังใจมาก ดังนั้น พระอัจนะที่วัดศรีชุมนี้ จึงมีชื่อเสียงว่า เป็นพระพุทธรูปพูดได้...
 
     จากสุโขทัย เราก็มุ่งหน้าตรงดิ่วไปยังพิษณุโลก เพราะว่าคืนนี้เราต้องค้างกันที่พิษณุโลก ระหว่างการเดินทางไปพิษณุโลก ก็จะมีการสอบพากษ์ในรถด้วย โดยการจับฉลาก เราจับได้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะรู้ไม๊เนี่ย ออกทริปอราวด์เหนือ ก็เตรียมเหนือเลย ใครจะรู้หว่า ว่ามีจ.ชัยนาทด้วย ยุ่งสิครับ ข้อมูลก็ไม่มี ก็เลยต้องอาศัยพวกมัคคุเทศก์ไทยทั้งหลาย ขอข้อมูลหน่อย เพราะพวกนี้จะเป็นพวกที่ทำงานไกด์อยู่แล้ว แต่มาเรียนเพื่อเอาบัตร (พวกไกด์ผีว่างั้นแหล่ะ) ก็เลยได้ข้อมุลมาหน่อยนึง พอออกไปพูดก็ไม่รู้จะพูดอะไรอ่ะ 3 นาที กับข้อมูลที่ว่า เป็นเขื่อนปูน อยู่จ.ชัยนาท กั้นแม่น้ำเจ้าพระยา แค่เนี้ย ก็เลยตกซะงั้นเรา เลยต้องโดนสอบซ่อมในวันรุ่งขึ้น เซ็งเลย...
 
     ก่อนเข้าโรงแรมที่พัก ก็ไปกินข้าวกันที่แถวๆ ไนท์บราซ่าของพิษณุโลก ไปชิมผักบุ้งลอยฟ้าที่ขึ้นชื่อของเมืองพิษณุโลก ก็อร่อยดีนะ แต่ดูพนักงานไม่ค่อยจะเอาใจใส่ลูกค้าเท่าที่ควร ทำอาหารก็ช้าด้วย แต่ถูก (ชอบตรงนี้แหล่ะ) แล้วก็จะมีคนที่ไม่ได้เตรียมชุดสำหรับใส่เวลาไปกินขันโตกที่เชียงใหม่ก็จะหาซื้อกันที่นี่ได้ แต่ต้องต่อราคาดีๆ เพราะว่าบางทีอาจจะได้ราคาไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะไปซื้อพร้อมกัน (อิอิ.. เพื่อนโดนมาแล้ว)
 
     โรงแรมที่เข้าพักคือโรงแรม รัตนาปาร์ค เป็นโรงแรมที่อยู่ห่างออกมาจากตัวเมืองหน่อยนึง ลักษณะคล้ายๆ แมนชั่นอ่ะ แต่ภายในก็โอเคยเลยนะ เราพักกับน้องอีกคน ซึ่งก็คือคนเดียวกับที่ขอเอาปากรับไอติมลอยฟ้าที่นครปฐม แล้วเข้าเบ้าตานั่นแหล่ะ ตอนกลางคืน ก็ไม่ได้นอนกันแต่เช้าหรอก เพราะว่ามัคคุเทศก์จีนมีนัดกันออกมาซ้อมร้องเพลง เพื่อใช้ในการแสดงคืนวันสุดท้าย (อันนี้มีสอบด้วย) ก็ออกมานั่งร้องกันเลยครับ 18 คน หาที่ลับๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก หน้าโรงแรมเลย ร้องกันทีได้ยินไปถึงชั้น 5 ของโรงแรม (อันนี้อาจารย์แม่แซวตอนเช้า)
 
     เช้าวันต่อมาก็ออกเดินทางต่อสู่จ.เชียงใหม่ แต่ว่าขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน เพราะว่าดูถ้าแล้วคงจะยาว เอาเป็นว่าไว้ต่อ ภาค 2 แล้วกันนะ...
3月20日

Field Trip to Kanjanaburi and Nakhonpathom

     วันเสาร์ที่ผ่านมาได้ออกฝึกภาคสนามครั้งแรก กับการร่ำเรียนมัคคุทเศก์ ครั้งแรกในการออกฝึกภาคสนาม เค้าก็ให้ไปทางเส้นตะวันตก ซึ่งโดยปกติในการทำทัวร์แล้วเนี่ย จะประกอบด้วย กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี
 
     สำหรับเส้นทางที่ทางอาจารย์ให้ไปก็คือ กาญจนบุรี และ นครปฐม ที่จริงแล้วเนี่ย ต้องได้ไปราชบุรีด้วย แต่เวลาไม่พอก็เลยออดไป จริงๆ อยากไปนะเนี่ย
 
     เช้าวันเสาร์ตามเวลาที่นัดเพื่อที่จะมาเซ็นต์ชื่อเพื่อขึ้นรถออกเดินทาง คือ 6.00 น. เราตื่นประมาณ  4.30 น. ด้วยความที่ว่า บ้านอยู่ไกลจากมหาลัยเหลือเกิน ก็เลยต้องรีบตื่นมาก่อน กลัวจะตกรถนั่นแหล่ะ กว่าจะได้นวยนาดออกจากบ้านมาก็ประมาณ ตี 5 แล้ว เปลี่ยวมาก จริงๆ แล้วมันก็เป็นปกติที่จะเปลี่ยนอ่ะนะ มันไม่ใช่ปากคลองตลาดที่จะคึกคักยามเช้ามืดนี่นา
 
     ยืนรอรถสองแถวอยู่สักพัก ก็เริ่มจะทนไม่ไหวเพราะว่ามันไม่มาสักทีนึง ไอ้เราก็กลัวว่าจะไปไม่ทัน ก็เลยเอาวะ นั่งมอเตอร์ไซด์ออกไปหน้าปากซอยก็ได้ จริงๆ ก็ไม่ค่อยจะมีเงินเท่าไหร่อะ ไม่ค่อยอยากใช้เงินให้มันเยอะโดยไม่จำเป็น แต่เช้าก็เสียไปเลย 30 บาท จากบ้านไปปากซอยประมาณเกือบ 3 กิโลอ่ะ (ไกลปะ) ออกมาถึงหน้าปากซอย ก็เกือบ ตี 5 ครึ่ง เอาหล่ะสิ ถ้านั่งรถไปเนี่ย ไม่ทันแน่ๆ เอาวะ แท็กซี่ก็แท็กซี่ โบกรถแท็กซี่ไปเลย (ซึ่งตอนหลังกลับมานั่งคิดว่า แล้วทำไมกูไม่นั่งแท็กซี่มาตั้งแต่ที่บ้านเลยวะ)
 
     ประมาณ 5.55 น. ก็ถึงหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ฟ้ายังมืดอยู่เลย แถมยังไม่มีใครมากันซักกะคน ก้อพอดีเพื่อนที่เรียนด้วยกันโทรมาบอกว่าถึงแล้ว เราก็เลยเดินไปหา ตอนที่ไปถึงเนี่ย ยังไม่ค่อยมีใครมากันเลย ไอ้เราก็หลงกลัวว่าจะตกรถ
 
     สำหรับทริปภาคสนามทริปนี้ มีมัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) รวมอยู่ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ย เราไปรวมกับเขามากกว่า เพราะว่า มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) ภาษาจีนเนี่ย มีกันแค่ 18 คนเอง แต่พวกภาษาไทยมีกันประมาณ 40 กว่าคน พวกจีนก็เลยกลายเป็นกาฝากไป ซึ่งก็เดากันแล้วว่า คงจะเป็นกาฝากต่อไปในอีกหลายๆ ทริปที่จะเกิดขึ้น
 
     เมื่อมากันครบ อาจารย์ก็ให้เซ็นต์ชื่อ รับบัตร แล้วก็แจกหมวกให้กับทุกคน บัตรที่ทุกคนห้อยเนี่ย ก็เป็นบัตรที่ใช้ห้อยกันมาตั้งนานแล้วตั้งแต่เริ่มเรียน เป็นบัตรที่ทำเลียนแบบ บัตรมัคคุทเศก์ของจริงเลย แต่ใช้สำหรับเรียนเท่านั้น ส่วนหมวกเนี่ย เขาจะแจกให้เวลาออกทริป พอเสร็จทริปในวันนั้นๆ ก็จะเก็บเพื่อเอาไปซักให้ แล้วพอมีทริปออกอีก ก็จะเอามาแจกให้อีก โดยที่ให้ทุกคนเขียนชื่อไว้บนหมวก เพื่อที่จะได้รู้ว่า หมวกใครเป็นหมวกใคร
 
    พอคนมากันครบ อาจารย์มากันครบ ได้ฤกษ์ได้เวลาประมาณ 6.30 น. ล้อก็หมุนออกจากมหาลัย เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างทางที่ไป ก็จะแวะให้กินข้าวที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งก็คือ ปั๊มเจ็ท หลังจากกินข้าวกันเสร็จก็เดินทางต่อไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรี
 
     ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นเต้นหรือเป็นเพราะอะไรกัน ปรากฏว่าทริปนี้มีคนท้องเสียกันหลายคนมาก เป็นตั้งแต่ก่อนออกเดินทางด้วย เหล่าซือ ก็ถามว่า ไหวไหม เพราะถ้าไม่ไหว เหล่าซือก็จะให้กลับไปพักผ่อน แต่ทุกคนก็ไม่กลับกัน ฟิตไหมหล่ะ
 
     ที่แรกที่ไปกันก็คือ ศาลหลักเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่อาจารย์ให้ลงไปเพื่อฟังการบรรยายถึงความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี ว่าตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นมายังไงถึงมาตั้งเมืองอยู่ตรงนี้ แล้วเมืองเก่าอยู่ตรงไหน บรรยายโดยอาจารย์ดรุณี แก้วม่วง ซึ่งเป็นหัวหน้าศูนย์ฝึกมัคคุเทศก์มหาวิทยาลับราชภัฏจันทรเกษมนั่นเอง ใครอยากรู้ว่าอาจารย์แกหน้าตายังไงก็ลองเปิดไปช่อง 5 เวลาประมาณ บ่าย 2 ของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ จะเห็นแกมาออกรายการเฃิงอรรถ ประวัติศาสตร์ อยู่ จากศาลหลักเมือง ก็ไปกันที่ สุสานทหารพันธมิตร คราวนี้ก็ฟังการบรรยายเป็นภาษาจีน จาก ชิงเหล่าซือ ว่าทำไมถึงมีสุสานตรงนี้ แล้วป้ายหลุมศพของทหารแต่ละคน บอกอะไรถึงเขาบ้าง ที่นี่แอบโดนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสถานที่ด่านิดนึง เพราะทำเสียงดังตอนถ่ายรูป พี่เขาบอกว่า เราไม่เคารพสถานที่ จ๋อยไปเลยเรา วงแตกสิครับ
 
     จากสุสาน เราก็มุ่งหน้าตรงไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก คณะแวะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ อากาศที่นี่ (หมายถึงเมืองกาญฯ นะ) ร้อนมากๆ อุณหภูมิ ณ วันนั้นอยู่ที่ประมาณ 39 องศา ตับแทบแตก แล้วแดดเมืองกาญฯ ใช่ย่อยซะที่ไหนหล่ะ หาที่หลบแดดกันแทบไม่ไหว ต่างคนต่างก้ไม่ยอมจะอยู่กลางแดดหรอก (รวมทั้งเราด้วย)
 
     พอถึงเวลาขื้นรถ ก็ไปกันที่สถานีรถไฟวังโพธิ์ เพื่อที่จะขึ้นรถไฟสำรวจเส้นทางถ้ำกระแซ ซึ่งก็ไอ้ตรงที่ด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง อีกด้านหนึ่งเป็นแม่น้ำแควนั่นเอง ซึ่งก็เคยไปหลายครั้งแล้วแหล่ะ แต่ครั้งนี้ไปในฐานะ นักศึกษาไง ก็เลยได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง บนรถไฟก็จองกันเลย 1 โบกี้ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน มีฝรั่งประมาณ 2-3 คนนั่งอยู่ ก็เลยโดนกลบไปหมดเลย เขาคงสงสัยกันหล่ะ ว่าไอ้พวกนี้มันเป็นใครวะ เสื้อม่วงๆ กันหมด หมวกสีแดงอีก ประหลาด
 
     พอผ่านสถานีถ้ำกระแซ ก็ลงจากรถไฟ แล้วก็นั่งรถ ซึ่งรถไปส่งเราที่สถานีวังโพธิ์ แล้วก็มารับเราตรงนี้ (ให้นั่งแค่เนี้ย) จากสถานีรถไฟ ก็บึ่งตรงไปยังปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองกาญฯ เป็นปราสาทที่สร้างโดยศิลปะขอม ตอนที่ไปนี่ ตรงปราสาทเมืองสิงห์มีจัดงานด้วย เจ้าหน้าที่ที่ดูแล เขาบอกว่า ทางโรงแรมเฟลิกซ์ หรือไรเนี่ย มาขอใช้สถานที่ เพื่อจัดงานเลี้ยงขอบคุณใครก็ไม่รู้อีกแหล่ะ งานเท่าที่เห็นก็มีโต๊ะจีนอ่ะ แต่คงเป็นสไตล์ฝรั่งๆ อ่ะนะ แล้วก็มีการตั้งเวที เห็นบอกว่ามีนักร้องแกรมมี่มาด้วย ก้อคงเป็นระดับวีไอพีพอสมควร อาจารย์ที่ไปก็มองกันแหล่ะว่า มันจะเป็นการทำลายภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของปราสาทหรือเปล่า ก็ปราสาทมันก็เก่าแล้วแหล่ะนะ แล้วถ้าเจอมลพิษทางเสียง ที่กระแทกใส่ๆ มันจะมีผลทำให้พังลงมาได้หรือเปล่า (อันนี้คิดเล่นๆ นะ)
 
     ก่อนออกจากปราสาทเมืองสิงห์ ก็ไปดูโครงกระดูกที่ขุดพบค้างแมน้ำแคว เป็นกระดูกที่ขุดพบโดยบังเอิญ ขณะที่จะเอาพื้นที่ตรงนั้นมาทำเป็นที่พักของนายอำเภอหรือไงเนี่ย เจอด้วยกันทั้งหมด 4 โครงกระดูก แต่สมบูรณ์แค่ 2 เท่านั้นเอง ตรงบริเวณนั้นจะมีชาวบ้านมาขายพวกส้มโอ น้ำ แล้วก็อีกสองสามอย่าง แต่ที่น่าสนใจก็คือน้ำผึ้ง ซึ่งมีกระปุกเดียว เขาเอาใส่กระปุกพลาสติกไว้ (นึกไม่ออกก็นึกถึงกระปุกน้ำพริกอ่ะ) กระปุกละ 50 บาท เป็นน้ำผึ้งแท้ๆ ที่ตีรวงจากป่า หรือก็คือผึ้งป่านั่นเอง ไอ้เราก็กำลังจดๆ จ้องๆ จะซื้อ ก็พอดีอาจารย์แม่ (อ.ดรุณี) เห็นเข้า ก็ถามเราว่า "อะไรนะ" เราก็เลยบอกไปว่า น้ำผึ้งครับ แม่ชอบกิน อ.เห็นดังนั้น ก็ขอดู แล้วก็เอาไปจ่ายตังค์เลย เรากับเพื่อนอีกคนที่ยืนงงกันเป็นไก่ตาแตกก็มองหน้ากัน แล้วก็พูดอะไรไม่ออก ตัดหน้ากันแบบต่อหน้าต่อตาเลย เหอะเหอะเหอะ... ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจ
 
     พอออกจากปราสาทเมืองสิงห์ ก็แวะไปร้านแก้ว ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึก ขนมต่างๆ อยู่ตรงนั้นประมาณ 40 นาที แล้วก็กลับ มุ่งหน้าสู้เมืองส้มโอ นครปฐม ผ่านมหาวิทยาลัยศิลปากร (คิดถึงจัง) แล้วก็เข้าสู่องค์พระปฐมเจดีย์  อ.แม่คนเดิม ก็บรรยายถึงความเป็นมาและประวัติต่างๆ ของที่แห่งนี้ และก็ให้เดินรอบองค์พระปฐม จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ลานองค์พระนั่นแหล่ะ ก็พาพวกเพื่อนๆ และน้องๆ รวมทั้งพี่ๆ ไปกินไอติมลอยฟ้ากัน น้องมันก้ออยากจะไปรับไอติมบ้าง แต่ขอใช้ปากรับ รับทั้งหมดสองลูก ปรากฏว่า ลูกแรกเข้าเบ้าตาซ้ายครับ ดังป๊อกเลย ยังไม่ยอมแพ้ ขออีกลูก ลูกนี้เข้ามุมปาก เกือบเข้า ยอมครับ สองลูกยอมเลย แล้วก็มานั่งกินไอติมกัน ไม่ได้กินตั้งนานคิดถึงๆ ^_^
 
     จากนครปฐม ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอนนั้นก็เวลาประมาณ 2 ทุ่มก่าๆ และ เราลงกลางทางเพราะว่าถ้าไปลงที่มหาลัยเลยเนี่ย คงจะอีกนานกว่าจะถึงบ้าน ก็เลยลงกลางทาง ตรงตลิ่งชัน ตรงข้าม รพ.ธนบุรี 2 คนขับก็น่ารักจริงๆ ปล่อยเราลงตรงเกาะกลาง (นึกภาพถนนเส้นนั้นนะ แล้วจะเข้าใจ) กว่าจะข้ามถนนได้เนี่ย เกือบ 10 นาที เคว้งอยู่กลางถนนนั่นแหล่ะ เขาบอกว่าจอดให้ลงที่เดียวเราก็เลยต้องลง ปรากฏว่าวันต่อมา เขาบอกว่า เขาจอดให้ลงอีกทีตรงพระราม 7 เซ็งเลยครับ เรา -*-
 
     ในที่สุดการออกทริปครั้งแรกก็สิ้นสุดลง เหนื่อยมาก ยังคิดเลยเนี่ยว่า นี่ขนาดแค่วันเดียวเองนะเนี่ย แล้วถ้าเกิดอาทิตย์หน้าที่จะต้องไปเชียงใหม่นี่ ไปตั้ง 4 วันนี่ ไม่ตายเลยมั้ยเนี่ยเรา...
 
     พอกลับมาถึงบ้าน ก็ยังไม่เข้าบ้าน ขอเถลไถลก่อน เพราะที่โรงเรียนแถวบ้าน ที่เราเรียนจบ ม.ต้นมาเนี่ย มีจัดงานประจำปี ก็เลยแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงเก่าแก่ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ไปช่วยเขาขายบัตรสอยดาวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็สอยเองด้วยไปสองใบ ซื้อ 30 บาท สอยได้มาม่า 2 ห่อ โสมมา 1 กล่อง คุ้มมั้ยเนี่ย ถือว่าไปสนุกสนานแล้วกัน... จากนั้นก็กลับบ้านไปพักผ่อน เพราะวันรุ่งขึ้นยังต้องไปเรียนต่ออีก
 
     เดี๋ยวไว้ไปเชียงใหม่กลับมา สภาพเป็นยังไงจะมาประจานตัวเองให้ฟังแล้วกันนะ...คิดถึงๆ คร้าบ ^o^
    
3月3日

^-^ New Office and Old Position ^-^

     กลับมาแล้วๆ อิอิ หายไปนานเลยเรา ที่หายไปก็เนื่องจากว่าไปนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่บ้านมาประมาณเดือนก่าๆ เพราะลาออกจากออฟฟิศเก่ามานั่นเอง
 
     ที่ลาออกไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็เพราะว่าได้โอกาสในการเรียนไกด์อ่ะ คือพอดีว่าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขาเปิดอบรมไกด์ก็เลยไปเรียน ถามว่าทำไมไม่เรียนของศิลปากรหล่ะ เพราะที่ศิลปากรก็มีเปิดอบรมนิ ก้อเป็นเพราะว่า ที่ศิลปากรไม่มีเปิดอบรมไกด์ภาษาจีนไง ก็เลยไปเรียนที่จันทรเกษมแทน ก้อขำๆ ดี ได้เจอคนมากหน้าหลายตา แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองทั้งนั้นเลย
 
     ที่เจอมากับตัวเลยเนี่ยก้อคือ ตอนเช้านั่งเรียนกันอยู่ดีๆ มีพี่ผู้หญิงคนนึง ก็บ่นพึมพำๆ ของแกไปเรื่อยแหละ ว่าพี่ต้องตาย พี่ต้องตาย ตายแน่ๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ขึ้นมาซะงั้น เออ.. ลืมบอกไปพี่แกนั่งหน้าสุดด้วยนะ ใกล้ๆ อาจารย์เลย ส่วนไอ้ตัวเราเนี่ย ก็นั่งถัดจากแกมาแค่คนเดียว คือมีผู้หญิงนั่งกั้นเราไว้แค่คนเดียวเอง แล้วพี่ตุ่มที่นั่งข้างๆ เราเนี่ย ตอนแรกแกก็นึกว่า พี่โต้ง (คือคนที่ร้องไห้อ่ะนะ) คงเครียดอะไรมาสักอย่าง พี่เขาก็ปลอบใจอยู่ สักพักพี่แกก็พูดขึ้นมาว่า "ตุ่ม พี่ต้องตายแน่ๆ ตุ่มต้องช่วยพี่นะ ตุ่มต้องไปยืนใต้ปั้นจั่นแล้วให้ปั้นจั่นล้มทับ แล้วพี่จะรอด" พอได้ยินพี่ตุ่มแกก็เริ่มจะงงแล้วครับ แต่ก็พยายามเฉยๆ นะ แกก็หันมามองหน้าเรา เราก็มองหน้าแล้วก็เฉยๆ เพราะคิดว่าแกคงพูดเล่นมั้ง พอสักพักอาจารย์เข้ามาสอน พี่แกก็ถามพี่ตุ่มว่า นั่นใคร นั่นใคร
 
     พี่ตุ่มแกก็ตอบไปว่า อาจารย์ไง กำลังจะสอนแล้ว แล้วพี่โต้งก็พูดสวนมาว่า "ไม่ใช่ เขาไม่ใช่อาจารย์ เขาเป็นคนเลว ใช่ เขาเป็นคนเลว เขาจะพาเราไปตายกันหมด" คราวนี้พี่ตุ่มแกก็นิ่งๆ แล้ว ไม่ตอบอะไรอีก พออาจารย์สอนไปได้สักพัก พี่เขาก็ยืนขึ้น ชี้แล้วก็เรียกอาจารย์ "คุณ คุณนะ คุณเป็นใคร" อาจารย์แกก็หันมามองแล้วก็เฉยๆ แล้วพี่เขาก็บอกว่า "ฉันทำอะไร ไม่เข้าใจ ฉันไม่เข้าใจ ฉันเป็นใคร" แล้วพี่แกก็นั่งลง ไอ้ตอนพี่แกยืนเนี่ยแหล่ะ พี่ตุ่มแกรีบเก็บดินสอ ปากกา และอะไรก็แล้วแต่ที่มีความคมและแหลม ลงใต้โต๊ะหมดเลย แล้วหันมาบอกกับเราว่า "พี่ต้องเก็บก่อนไม่งั้นเดี๋ยวมันแทงพี่"
 
     สักพัก แกเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แกก็หันมาบอกกับพี่ตุ่มว่า "ตุ่มพี่รู้แล้ว เขาเป็นคนเลว เขาไม่ใช่คนดี เขาจะพาเราไปตายกันหมด เราต้องช่วยกันนะ เราจะต้องให้เขาไปยืนใต้ปั้นจั่น แล้วให้ปั้นจั่นหล่นทับ แล้วพวกเราจะรอดตาย" ตอนนี้ไม่มีใครตอบเขาแล้วแหล่ะ เพราะต่างก็กลัว กลัวว่าจะเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก สักพัก แกก็พูดขึ้นมาว่า "ไม่ไหวแล้ว พี่อยู่ไม่ได้แล้ว พี่ต้องไป" แล้วแกก็เดินออกนอกห้องไปเลย
 
     ก็กลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ สำหรับวันนั้นและอีกหลายๆ วันไป ไอ้ตอนแรกเราก็คิดแหละว่า ผีเข้าหรือเปล่าวะ จะเอาพระให้ใส่แล้ว แต่กลัวไม่ใช่แล้วจะอาละวาดหนักกว่าเดิม ก็เลยได้แต่นั่งเฉยๆ กัน เหอะเหอะเหอะ
 
     อันนี้เป็นเรื่องแปลกๆ ที่เจอมาใกล้ๆ ตัว ส่วนไอ้พวกเล็กๆ น้อยๆ ก็มีบ้างเป็นครั้งคราว ก็ขำๆ ดี
 
     กว่าจะเรียนจบก็นู่นแหล่ะ ประมาณ ปลายเดือนพฤษภาคม ตอนแรกก็คิดว่าจะเรียนไกด์ให้จบก่อนแล้วค่อยหางานทำ พอดีไอ้เกด (ลีดส์ลิงอ่ะ) แนะนำว่า พี่ที่รู้จักกำลังหาตำแหน่งนี้อยู่ คือ โอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เราเคยทำอยู่ ก็เลยมาสมัครและก็ได้ทำ อิอิ...
 
   วันนี้ก็เป็นวันที่ 3 แล้วที่ทำงานที่ใหม่ ก็เฮฮา ขำๆ ทั้งบริษัท มีทั้งหมด 2 คน คือ ผู้จัดการ กับ เรา (งงอะดิ) ก็เพราะว่า บริษัทฯ พี่เขาเนี่ย พึ่งจะเปิดมาได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้จ้างพนักงานอะไรเยอะแยะ รอให้บริษัทฯ เติบโตกว่านี้ก่อน ค่อยขยายไปเรื่อยๆ ก้อสู้ๆ แหล่ะเรา
 
     แค่นี้ก่อนแล้วกัน อิอิ... ไว้มีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับตัวเองก็จะมาบอกกล่าวนะ (จะมีใครอยากอ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้)
12月7日

Kunming Tour Part 1

          กลับมาแล้ว กับการออกทัวร์ครั้งที่สอง ก็ได้ประสบการณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย เพราะว่าต้องทำเองทั้งหมดเลย เหนื่อยกว่าตอนไปปักกิ่งเป็นเท่าตัว เพราะว่าตั้งแต่เตรียมงานก่อนออกทัวร์ เอกสารทั้งหลายแหล่ ต้องเตรียมเองทั้งหมดเลย เนื่องมาจากว่าทุกคนต่างก็ออกทัวร์ไปเหมือนกัน
 
          กรุ๊ปนี้ก็ยังคงเป็นการพาทัวร์ไปเมืองจีนอีกเช่นเคย แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่งเหมือนครั้งที่แล้ว คราวนี้พาไปที่ เมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล" ทำไมถึงได้ชื่อนี้ ก็เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนไม่หนาว อากาศดีมากๆ นั่นเอง ก็เลยได้ชื่อนี้ไปครอง
 
          กรุ๊ปนี้ออกเดินทางวันที่ 17/10 และกลับวันที่ 20/10 รวมแล้วใช้เวลา 4 วันในการเดินทาง อยากจะบอกว่าเป็นอะไรที่สาหัสมากๆ เพราะว่ากรุ๊ปนี้มีลูกทัวร์ทั้งสิ้น 64 คน (เหอะเหอะเหอะ) ไม่ได้แตกต่างจากกรุ๊ปแรกเท่าไหร่เลย
 
         วันก่อนเดินทางเป็นวันอาทิตย์ นึกว่าจะได้พักผ่อน เพื่อเตรียมในการไปทัวร์ ปรากฏว่า ก็ต้องเข้าออฟฟิศเพื่อมาเคลียร์เอกสารทั้งหมด เพราะว่าไม่มีใครเตรียมไว้ให้ และคนที่รับผิดชอบเขาก็ออกทัวร์ไปเหมือนกัน ก็เลยกลายเป็นหน้าที่เราที่ต้องทำ พอตอนเย็นก็ต้องไปสนามบิน ดอนเมือง (ไม่ใช่สุวรรณภูมินะ) เพื่อที่จะไปเช็คอินล่วงหน้า ( Pre- Check in) ด้วยการคาดเดาแล้วว่า ถ้าเกิดเราไปเช็คอินหน้าเคาน์เตอร์วันไปเลยเนี่ย ต้องไม่ทันแน่ๆ กว่าจะเช็คอิน กว่าจะโหลดกระเป๋า ตายก่อนพอดี หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับเข้าออฟฟิศอีกครั้ง มาเตรียมเอกสารต่อ กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนเลย เหนื่อยสุดๆ
 
         นอนยังไม่ทันได้เต็มอิ่ม ก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าเดินทางไปสนามบินอีก (สงสัยต้องย้ายบ้านไปอยู่สนามบินแล้วแหล่ะ) ตอนแรกก็กะว่าจะไปเอง พอดีพ่อลงมาก็เลยพาไปส่ง ระหว่างทางเกิดปัญหาขึ้นจนได้ เพราะว่าลืมของไว้ที่บ้าน ซึ่งไอ้ของเนี่ย มันคือเงิน เงินทั้งหมดที่จะต้องใช้ตั้งแต่ที่สนามบิน ที่คุนหมิง และทุกๆ อย่าง ลืมอะไรไม่ลืม เวรกรรม เราก็เลยต้องลงจากรถเพื่อที่จะให้พ่อกลับรถไปเอาเงินที่บ้าน ส่วนตัวเราก็นั่งรถแท็กซี่มาที่สนามบินก่อนเพื่อที่จะต้อนรับลูกทัวร์
 
          มาถึงสนามบิน ปรากฏว่าลูกทัวร์มากันตั้งแต่ 6 โมงเช้า (กรุ๊ปนี้นัดลูกทัวร์ตอน 8 โมงเช้า) เราก็เลยต้องรับหน้าไปเต็มๆ มาถึงลูกทัวร์ก็เร่งว่าไหนหล่ะพาสปอร์ต จะได้เอามาโหลดกระเป๋า จะได้เข้าไปเดินข้างในสนามบินได้ เราก็เลยต้องบอกไปว่า พาสปอร์ตยังมาไม่ถึง กว่าพ่อจะมาถึงสนามบิน ก็เกือบ 9 โมง เพราะว่ารถติดมากๆ (ก็วันจันทร์นิ) พ่อคิดว่า ถ้าขับรถมาเนี่ย ไม่ทันแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจ จอดรถไว้ข้างทาง แล้วโบกมอเตอร์ไซด์รับจ้างมา ก็เลยทันเวลา (ขอบคุณจริงๆ ครับ) ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดมาไม่ทันเนี่ย จะทำไง ต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ (ประสบการณ์ๆ)
 
          หลังจากผ่านวิกฤติการณ์อันน่าหวาดเสียว ที่ตัวเองเป็นคนก่อและสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นมาได้แล้ว ก็พาคณะทัวร์ทั้ง 64 คนไปรอขึ้นเครื่องที่ประตูที่ 43 กรุ๊ปนี้เดินทางโดยสายการบินไทย (TG) ซึ่งก็รู้สึกโชคดีอยู่หน่อยนึง เพราะว่าแอร์ฯ พูดไทยได้ เลยไม่ต้องคอยดูลูกทัวร์ที่ไม่สันทัดภาษาปะกิต (ซึ่งเราก็ไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไหร่หรอก) ก่อนขึ้นเครื่องปัญหาอีกปัญหาก็เกิดขึ้นทันที คือว่า เวลาหัวหน้าทัวร์ออกทัวร์เนี่ย จะต้องมีแฟ้ม เขาเรียก "แฟ้มไกด์" ซึ่งข้อมูลทุกอย่าง และเอกสารทุกอย่าง ที่ไกด์หรือหัวหน้าทัวร์จำเป็นต้องใช้เนี่ย อยู่ในนั้น ปรากฏว่ามันหายไป หาไม่เจอ ก็ถามพี่หัวหน้าทัวร์อีกคน ว่าเห็นมั้ย (ลืมบอกไปว่า พี่เขาชื่อพี่จิ๋ม) พี่เธอก็บอกไม่เห็น เราก็เลยชีช้ำเลย ก็เลยต้องขอแบ่งเอกสารกับพี่จิ๋มใช้
 
          หลังจากขึ้นเครื่อง ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากมายนัก ราบรื่นๆ เที่ยวบินที่เราเดินทาง คือ เที่ยวบินที่ TG 612 ออกเดินทางเวลา 10.50 น. กำหนดถึงเมืองคุนหมิงเวลา 14.05 น. ก็มาถึงเมืองคุนหมิงตามกำหนดเวลา ภาพแรกที่เรามองเห็นเมืองคุนหมิงจากมุมมองแบบเบิร์ดอายวิว (ก็ไม่เข้าใจว่าเบิร์ดทำไมต้องอายน้องวิว) เรารู้สึกว่า เป็นเมืองที่ยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่เลย ดูแห้งๆ แล้งๆ ยังไงไม่รู้ อากาศต้องร้อนแน่ๆ เลย เพราะว่ามีแดดออกอยู่ แต่ไม่ใช่เลย... เพราะว่าพอผิวกายได้สัมผัสลมเมืองคุนหมิงแล้วเนี่ย ไม่มีความรู้สึกที่ว่า ร้อน แสบ หรืออะไรเลย มันเย็น ที่เห็นมีแดดเนี่ย ไม่ได้รู้สึกร้อนเลย ก็เลยรู้สึกโล่งใจไปเปลาะ เพราะว่าตอนนั้นกำลังอยู่ในชุดสูทเต็มตัว
 
 
          หลังจากที่ออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง ของเมืองคุนหมิง แล้ว เราก็ต้องออกมาก่อนคนแรกเพื่อที่จะมาหาไกด์ท้องถิ่น ที่จะมาดูแลเราตลอดทิป ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ย เราก็ไม่เคยเห็นหน้าหรอก ว่าไกด์คนไหนหว่าก็คิดอยู่เหมือนกันว่า เราจะเจอมั้ยเนี่ย พอเดินออกมาก็เห็นมีคนมายืนถือป้ายกันเต็มไปหมด เราก็เลยมองที่ป้ายว่าจะมีป้ายชื่อบริษัทเราบ้างไม๊ สนามบินคุนหมิง ไม่ใหญ่ แทบจะเรียกได้ว่าเล็กมากทีเดียว ช่องทางออกก็มีแค่ไม่กี่ช่อง มันก็เลยหาไม่ยากเท่าไหร่นัก ไกด์ที่มารับเราเนี่ย ไปยืนแอบๆ อยู่ท้ายๆ แถว แล้วไม่ได้ยืนให้เห็นชัดเจนด้วยนะ ยืนอยู่หลังชาวบ้านเขาอีก ดีนะที่เราสังเกตุเห็นป้ายที่เขายกไว้ ก็เลยเดินเข้าไปทัก เขาก็ถามว่า มาจาก รีเจ้นท์  ใช่มั้ย เราก็ตอบไป เขาก็พาเราไปที่รถ ซึ่งเตรียมไว้แล้วด้านนอก ไกด์ที่มารับเรา และพาเราทัวร์ครั้งนี้มี 2 คน ผู้ชายคน ผู้หญิงคน ผู้ชายชื่อ ประทีป ส่วนผุ้หญิง ชื่อ ส้ม ที่ต้องมี 2 คนก็เพราะว่ากรุ๊ปนี้คนเยอะมากนั่นเอง รถที่ใช้เลยต้องใช้รถสองคัน ก็เลยต้องมีการแบ่งรถกันวา ใครจะอยู่รถไหน
 
          จริงๆ แล้วตามหลักโดยทั่วไปเนี่ย เขาจะให้ผู้ชายกับผู้หญิงจับคู่กัน เพื่อที่จะไม่ทำให้ลูกทัวร์เบื่อ (เพราะบางคนก็อยากให้ผู้หญิงมาอยู่ในรถตัวเองบ้าง) แต่สำหรับกรุ๊ปนี้ ปรากฎว่า เราได้จับคู่กับประทีป ส่วนพี่อีกคนก็ได้จับคู่กับส้ม ก็ไม่รุ้ว่า เพราะอะไร สงสัยเป็นเพราะรีบๆ ประทีปก็เลยบอกว่า งั้นปิงมาคู่กับผมก็ได้ แล้วก็ขึ้นรถเลย
 
          หลังจากที่เราขึ้นรถกันเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมแรกที่จะไปเยือนก็คือ ภูเขาซีซาน ซึ่งเป็นวัดของลัทธิเต๋า สร้างอยู่บนไหล่เขาโดยพุทธศาสนิกชนผุ้ศรัทธาในศาสนา ข้างบนจะมีประตูอยู่ เรียกว่า ประตูมังกร (Datiange Long Men) ซึ่งคนจีนและทั่วไปเชื่อกันว่า เป็นประตูแห่งความมีศิริมงคล ใครที่ได้เดินผ่านประตูแห่งนี้ จะเป็นผู้ที่มีโชคดี อายุยืนนาน และจะได้กลับมาเยือนที่คุนหมิงแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง บนยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบได้ ซึ่งทะเลสาบนี้เรียกว่า "ทะเลสาบเตียนฉือ" เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน
 
          จริงๆ แล้วเนี่ย ภูเขาซีซานที่เกริ่นมาซะยาวเนี่ย เราไม่ได้ขึ้นไปหรอก เพราะอะไรเหรอ ก็เพราะว่า ทางขึ้นเขาเนี่ย เราสามารถขึ้นได้ 3 วิธี คือ 1. นั่งรถโดยสารขึ้นไป ซึ่งรถคันหนึ่งนั่งได้ 15 คน 2. นั่งกระเช้าขึ้นไปถึงยอดเขาเลย กับ 3. เดินขึ้นไป พวกเราเลือกใช้ธีที่หนึ่ง คือการนั่งรถขึ้นไป เพราะมันเร็วกว่า ปรากฏว่า ตอนนับคนดันไม่ครบหายไปหนึ่งคน เรากับประทีปก็เลยต้องวิ่งตามหากันให้วุ่น ไม่ได้ขึ้นเขาไปกับคนอื่นเขา เลยไม่รู้เลยว่า บรรยากาศจริงๆ บนเขาเป็นไงมั่ง
 
          ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่จะต้องลงเขาแล้ว แต่เรากับประทีปก็ยังหาคนที่หายไปไม่เจอ ก็เลยตัดสินใจว่า ไม่เป็นไร ขึ้นไปนับคนอีกที ถ้าหายค่อยหาอีกที ปรากฏพอนับคนข้างบน กลับครบ เรากับประทีปก็เลยมองหน้ากันเลย เหนื่อยฟรีนี่หว่า แถมเขาก็ไม่ได้ขึ้นไปดู เลยยืนหัวเราะกับประทีปกันอยู่ตรงนั้น ลูกทัวร์ก็รู้ว่าเราไม่ได้ขึ้นไปดู เพราะตามหาคน เขาก็เลยหัวเราะไปด้วย คราวนี้เรากับประทีป ก็เลยต้องคอยเช็คตลอดเวลาว่ามีใครหายหรือเปล่า เพราะกลัวว่าเดี๋ยวต้องหากันให้วุ่นอีก สุดท้ายเราสรุปกันว่า ที่เรานับไม่ครบคนหนึ่งก็เพราะว่า เราลืมนับเด็กไปคนหนึ่ง (น้องเขาตัวเล็กมองไม่เห็น) นั่นเอง
 
          หลังจากที่ได้เดินเที่ยวที่เขาซีซานกันเรียบร้อยพอให้เมื่อยแล้ว เราก็พาคณะกลับเข้าที่พัก ก่อนที่จะเข้าที่พักเราก็แวะไปกินอาหารค่ำก่อน ที่ที่เราไปกิน เป็นโรงแรมที่ชื่อว่า Dynasty ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมที่เราพัก อาหารที่นี่ก็ค่อนข้างโอเค แต่ออกเผ็ดซึ่งก็คงไม่ทำให้คนไทยอย่างเราๆ รู้สึกได้ เพราะมันเผ็ดกันคนละแบบนั่นเอง สิ่งที่รู้สึกว่าทำให้เผ็ดก็คือ พริกของจีน ที่จะมีเป็นเอกลักษณ์เลยก็คือ พริกเสฉวน มันพิเศษตรงที่ว่า ถ้ากินเข้าไปแล้วเนี่ย มันไม่เผ็ดแบบพริกขี้หนูหรือพริกไทย ของไทย แต่มันจะทำให้เราลิ้นชา (ชามากๆ ) ซึ่งถ้าใครกินไม่ได้ก็จะไม่สามารถกินอาหารที่คุนหมิงได้เลย เพราะว่าอาหารส่วนใหญ่จะเผ็ด แล้วไอ้ที่เผ็ดก็เพราะใส่พริกเสฉวนนี่แหล่ะ
 
          หลังจากกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พาเข้าที่พัก โรงแรมที่เราพักเป็นโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมืองคุนหมิง ชื่อว่า "โรงแรม New Era" ค่อนข้างเป็นโรงแรมที่ดีทีเดียว แต่เสียอย่างเดียวตรงที่ช่วงที่เราไป จะมีบางห้อง บางชั้นที่กำลังปิดซ่อมแซมอยู่ ทำให้มีกลิ่นสี กับกลิ่นทินเนอร์บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากมาย ก่อนเข้าโรงแรม ไกด์ก็จะแนะนำว่า ภายในห้อง จะมีของที่ถ้าใช้แล้วจะเสียเงิน ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปใช้ น้ำในห้องจะมีไว้ให้ ห้อง ละ 2 ขวด แต่น้ำที่อยู่บนบาร์จะต้องเสียเงิน ส่วนไอ้น้ำที่ไม่เสียเงินนี่ เขาดันเอาไปไว้ในห้องน้ำซะงั้น ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเหมือนกัน มันเลยทำให้ลูกทัวร์ไม่รู้เพราะไม่ได้สังเกตในห้องน้ำก่อน ก็เปิดกินกันเลย น้ำแร่อย่างดี ยี่ห้อ AVien (สะกดถูกหรือเปล่าไม่รู้) พอเช้าตื่นขึ้นมาหงายเงิบกันเกือบทั้งคณะ
 
          เรานอนกับลูกทัวร์คนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว เราจะต้องได้นอนคนเดียว แต่เพราะว่า มีลูกทัวร์คนหนึ่งเกิดสละสิทธิ์ไม่ได้มาทัวร์ด้วยคนหนึ่ง ทำให้เหลือเศษ แล้วเขาก็คงจะไม่นอนเดี่ยวแน่นอน เพราะต้องเพิ่มเงินอีก เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการให้มานอนกับเราเลย ลูกทัวร์เขาก็โอเคอยู่แล้ว
 
          เช้าวันที่สอง ตื่นมาก็พบกับความวุ่นวายแต่เช้าเลย ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ก็เรื่องที่บอกว่าทำให้หงายเงิบกันเกือบทั้งคณะไง โปรแกรมตอนเช้าที่จะต้องไปที่แรกก็คือ การไปดูงานที่โรงเรียนมัธยมของคุนหมิง นัดกันไว้ซะดิบดีว่า 8.00 น. รถต้องออกจากโรงแรม แต่ปรากฎว่ามันออกไม่ได้เพราะว่า พนักงานโรงแรม ต้องให้จ่ายค่าใช้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องของแต่ละคนให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งก็มีอยู่หลายสิบห้องทีเดียว ทำให้เสียเวลาไปเยอะมาก หลังจากที่ได้เคลียร์หนี้เคลียร์สินกันเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางสู่โรงเรียนที่จะไปดูงาน ลืมบอกไปว่า คืนนี้จะไม่ได้นอนกันที่โรงแรมเดิม เพราะต้องไปพักกันนอกตัวเมืองคุนหมิง เลยต้องเตรียมกระเป๋าเล็กกันมา ส่วนกระเป๋าใหญ่ ฝากไว้ที่โรงแรม
 
          โรงเรียนที่เรามาดูงานกัน ชื่อว่า โรงเรียน "Experimentary of Wuhua" ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาล การต้อนรับของเขา ในความรู้สึกเราคิดว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่คุ้มกับเงินค่าดูงานที่จ่ายไปเลย (ค่าดูงานคนละ 4 เหรียญสหรัฐ) มีแค่น้ำเปล่าให้ขวดเดียวเท่านั้นเอง  หลังจากที่ฟังบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว ทางโรงเรียนก็พาไปดูโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน แต่ที่นี่จะมีเด็กไทยมาอยู่และเรียนภาษาจีนที่นี่ด้วย (แต่ห้องเรียนที่เราไปเยี่ยมชมนั้น เป็นเด็กที่มาจากเชียงใหม่) พี่งมาอยู่ได้แค่ประมาณ 3-4 วันเอง ก็เลยยังไม่ค่อยชินกับเพื่อนๆ คนจีนเท่าไหร่ มาดูงานที่นี่ครั้งนี้ได้เห็นสิ่งแปลกตาอีกอย่างก็คือ การเข้าแถวตอนเช้าของเด็กนักเรียน การเข้าแถวของเด็กจีนนั้น จะเข้าแถวเป็นระดับชั้น (เหมือนไทย) แต่จะแบ่งเป็นรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ การแต่งกายก็จะต่างกันตรงที่ รุ่นเล็กจะมีผ้าพันคอผูกไว้ทุกคน ส่วนรุ่นใหญ่ไม่ต้องมีผ้าผูก เขาจะแบ่งเวรกันให้รุ่นเล็กนำบ้างให้รุ่นใหญ่นำบ้าง แล้วทุกคนก็ต้องทำตาม อยากจะบอกว่าต้องไปเห็นบรรยากาศ ณ ตอนนั้น จะรู้สึกได้ถึงความเป็นคอมมิวนิสต์ของจีนได้เลย เด็กๆ จะถูกปลูกฝังกันในทุกๆ เรื่อง และทุกๆ เวลาเลย ตอนนั้นขนลุกไปเหมือนกันนะนั่น
 
          พอออกจากโรงเรียนแล้ว ก็เดินทางไกลด้วยรถโค้ช เพื่อมุ่งหน้าสู่ถ้ำจิ่วเซียง ระหว่างทางก็แวะร้านบัวหิมะ ซึ่งมีสาขาอยู่ที่คุนหมิงด้วย บรรยากาศก็ไม่ได้แตกต่างจากร้านบัวหิมะที่ปักกิ่งเท่าไหร่ แตกต่างกันตรงที่คนอธิบายที่นี่จะเป็นคนไทยที่มาทำงานอยู่ ทำให้เข้าใจได้มากขึ้น ลูกทัวร์ก็ซื้อของไปเยอะพอสมควรทีเดียว
 
          ออกจากร้านบัวหิมะก็ไปกินข้าวกลางวันกันที่ร้านอาหารระหว่างทาง ร้านนี้จะแปลกสักหน่อย ตรงที่ว่า ที่นั่งเนีย ไม่ได้นั่งโต๊ะใหญ่ เหมือนปกติ แต่จะนั่งโต๊ะเตี้ย บรรยากาศชาวเผ่า แล้วบนพื้นก็จะมีหญ้าแห้งปูเต็มไปหมด ได้กลิ่นกันไปตลอดเวลาที่กินเลยทีเดียว อาหารที่นี่ก็ถือว่าโอเค ก็เหมือนอย่างเคย พริกเสฉวน ชาอย่าบอกใคร
 
          จากนั้นเราก็เดินทางไปยังถ้ำจิ่วเซียงกัน ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ 1 ใน 10 ของมณฑลยูนนาน เป็นถ้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกและน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดยาว 3-4 กิโลเมตร ลอดผ่านหุบเหวที่สูงชัน (ซึ่งไอ้ตัวยอดเขาเนี่ยมันก็สูงจริงๆ แหล่ะ) ภายในก็จะมีถ้ำต่างๆ มากมาย ที่น่าสนใจก็คือภายในถ้ำ จะมีน้ำตก (อาจจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ไมรู้ว่าเขาวัดกันยังไง) ตกลงมาจากหน้าผาสูง แยกออกเป็นสองสาย ซึ่งชาวคุนหมิงเรียกกันว่า "น้ำตกผัวเมีย" เขาบอกว่า มันตกมาเป็นคู่กันก็เลยเรียกอย่างงี้อ่ะ
 
         ตรงบริเวณน้ำตกผัวเมีย ก็จะมีชนเผ่าจีน มาคอยบริการถ่ายรูป สามารถเลือกได้ว่า จะถ่ายคนเดียวกับวิวน้ำตก หรือจะถ่ายคู่กับสาวชาวเผ่าก็ได้ ก็แล้วแต่จะเลือก เดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะมีลานกว้างๆ (ซึ่งกว้างมาก) มีร้านขายของอยู่ สามารถที่จะไปนั่งพักผ่อนได้หลังจากที่เดินมาได้ระยะนึง
 
          พอเดินออกจากถ้ำทีนี้เราก็เดินไปขึ้นกระเช้า ซึ่งทอดยาวจากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง ตอนแรกเราก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ นะว่า จะตกไม๊หว่า แต่ก็นะ ถ้าไม่ขึ้นก็ต้องเดินลงไป ก็เลยขึ้นก็ขึ้น มองวิวจากบนกระเช้าเนี่ย สวยมาก เพราะเห็นวิวหมดเลย ลมพัดมาทีก็เสียวที คิดเหมือนกันว่า ถ้าเกิดกระเช้าเกิดเสียกระทันหันแล้วปล่อยเราห้อยโตงเตงอยู่กลางอากาศเราจะทำไงหว่า แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอดพ้นมาได้ (ระทึก)
 
           หลังจากเสร็จสิ้นจากการทัวร์ที่ถ้ำจิ่วเซียงแล้ว (ซึ่งกว่าจะออกจากถ้ำก็เกือบจะมืดแล้ว) ก็พาคณะไปที่โรงแรมที่พัก คือที่ โรงแรม "New Stone Forest" และรับประทานอาหารค่ำกันที่นี่
 
          ที่โรงแรมแห่งนี้ จะมีบริการนวดถึงห้องสำหรับลูกค้าด้วย พนักงานโรงแรมเดินมาบอกเราว่า ถ้าเกิดมีลูกค้าท่านใดสนใจก็บอกเขาว่ามี แต่ก็ไม่มีใครใช้บริการกันสักคน อีกอย่างที่โรงแรมแห่งนี้ ยังมีไก่ด้วย (ในที่นี้คงจะเข้าใจกันมั้งว่า หมายถึงอะไร) ไกด์บอกว่าพอเราเดินเข้ามาในโรงแรมปุ๊บ ไก่พวกนี้ก็ถามไกด์ทันทีว่า สนใจหรือเปล่า บอกลูกทัวร์ให้หน่อย แต่ไกด์ก็ไม่ได้บอกอะไร คงกลัวเกิดปัญหามั้ง แต่ก็ดีแล้วแหล่ะ
 
          เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางสู่ ป่าหินซื่อหลิน (Shilin Stone Forest) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแบบ Karst Formation ครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร ที่ป่าหินแห่งนี้สมัยก่อน เคยเป็นผืนทะเลกว้างใหญ่มาก่อน (ประมาณ 270 ล้านปีผ่านมาแล้วแหล่ะ) ที่นี่จะมีแท่งหินขนาดใหญ่เรียงรายเต็มไปหมด สามารถเดินเข้าไปชมความสวยงามของป่าหินแห่งนี้ได้ (เดินไม่ดีหลงได้) แท่งหินแต่ละแท่ง (หลายๆ แท่ง) ได้รับการตั้งชื่อตามพระนามของเทพเจ้าจีน หรือชื่อของวีรบุรุษคนสำคัญในอดีต ที่แห่งนี้มีชื่อเสียงจนได้รับการขนานนามว่า "สิ่งมหัศจรรย์อันไร้เทียมทานภายใต้ดวงอาทิตย์"
 
          ที่นี่เป็นที่ที่กลัวว่าคนจะหลงที่สุดเพราะว่า มันมีหลายทางแยกกันไปมากมายเหลือเกิน ดูไม่ดีเนี่ย หายไปหมด และมันก็มีคนหายจริงๆ แหล่ะ เหนื่อยมาก กว่าจะหาคนมาได้ครบ แทบตาย
 
           หลังจากเหนื่อยแทบเป็นแทบตายในการตามหาคนแล้ว ก็ไปแวะพักผ่อนดูสิ่งสวยงามกันที่ร้านไข่มุก ที่นี่ก็คล้ายๆ กับที่ปักกิ่งไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ หลังจากร้านไข่มุกก็ไปทานอาหารกันที่ภัตตาคารแล้วก็ไปเที่ยวตำหนักทองจินเตี้ยน (Jin Dian) เป็นพระราชวังใตล์ทิเบตขนาดย่อม สร้างด้วยอิฐสีฟ้า น้ำเงิน ซึ่งที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่ "ท้องพระโรงแห่งดาวเหนือ" (Hall of the Polar Star) เพราะว่าสร้างขึ้นจากทองสัมฤทธิ์ล้วนๆ หนักถึง 250 ตัน ภายในพระราชวังแห่งนี้มีอาคารและสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมาย มีตำหนักจำลองที่มีชื่อเสียง สร้างจำลองไว้ ภายในพระราชวังด้วย
 
          จากนั้นพาไปชมร้านชา ดูวิธีการชงชาและทดลองดื่มชาหลายๆ แบบของจีน ทั้งชาหิมะ, ชาอู่หลง, ชาผูเอ่อร์ ฯลฯ ที่โรงชาที่นี่ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกับที่ปักกิ่งเท่าไหร่นัก วิธีการขายของ วิธีการพูดเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกัน ก็ตรงที่ ที่ปักกิ่ง จะมีพนักงานที่น่ารักกว่า และสามารถพูดไทยได้เยอะกว่าเท่านั้นเอง ส่วนราคาก็ใกล้เคียงกัน
 
          หลังจากอิ่มหนำกับความหอมของชาแล้วก็พาคณะไปทานอาหารที่ภัตตาคาร และพาเข้าที่พัก คืนนี้เรากลับมานอนกันที่โรงแรม New Era อีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวเก็บสัมภาระในการเดินทางกลับพรุ่งนี้นั่นเอง
 
          คืนนี้ ไกด์ท้องถิ่นก็พาเราไปเที่ยว (พาเราไปคนเดียว ไม่ได้พาพี่อีกคนไป) ตอนแรกกะจะพาไปร้องคาราโอเกะ แถวๆ โรงแรม แต่พอดีมันปิด ก็เลยพาเราไปที่ Kundu Yeshi ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ของหนุ่สาววัยรุ่นชาวเมืองคุนหมิง ที่เห็นว่าเป็นหลักเลยก็คือ คาราโอเกะนั่นเอง ไกด์พาไปร้องคาราโอเกะ ไกด์ร้องเรากิน ก็เพราะว่าร้องไม่เป็น มีแต่เพลงจีนอ่ะ  จากนั้นก็พากลับโรงแรม ก็สนุกดี เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกแบบหนึ่ง
 
          เช้าวันสุดท้ายในการอยู่ที่คุนหมิงก็มาถึง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็พาคณะไปเที่ยวชม วัดหยวนธง (Yuantongsi) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง มีประวัติเก่าแก่กว่า 1200 ปี ที่วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐาน "พระศรีอริยะเมตไตรย์" พระพุทธรูปทองคำ ขนาดใหญ่สูง 3 เมตร นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหลายๆ องค์ก็ประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ด้วย
 
          หลังจากพาเยี่ยมชมวัด เพื่อเป็นการอำลาเมืองคุนหมิงแล้ว ก็พาลูกทัวร์ทุกท่านไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร แล้วพาไปช้อปปิ้งส่งท้ายที่ตลาดขายสินค้าพื้นเมือง
 
          เที่ยวบินที่เราโดยสารเพื่อเดินทางกลับ เป็นเที่ยวบินของสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 617 ออกเวลา 18.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ช่วงที่เช็คอิน ก็ไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ (ตอนแรกๆ ก็กลัวอยู่เหมือนกันเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องทำเองทุกอย่าง พี่อีกคนก็คอยดูแลคณะทัวร์) แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนกลับถึงเมืองไทยเวลา 21.00 น. และแล้วการเดินทางก็สิ้นสุดลงด้วยดี
 
          สำหรับกรุ๊ปนี้ก็มีปัญหาอยู่พอสมควร ก็นะ ปัญหามีไว้แก้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเลยก็แสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย มีปัญหาถือว่าเราก็ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เนอะ...
 
10月21日

Beijing Tour Part 1

     ในที่สุดก็กลับมาอีกแล้ว (ครั้งที่สอง) สำหรับ บล็อค แห่งนี้ ทำไมเราถึงไม่ค่อยได้เข้ามาปรับแต่งอะไรนะเหรอ ก็เพราะว่าเราอยากจะให้พื้นที่ตรงนี้ของเราเป็นที่ๆ เก็บความรู้สึก ความประทับใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวกับการงานของเราไงหล่ะ ไปไหนมาก็อยากจะเก็บไว้เป็นความประทับใจ ให้เพื่อนๆ ได้เข้ามาประทับใจพร้อมๆ กันไป พร้อมกับรูปสวยๆ งามๆ ที่เก็บมาฝากกัน
 
     ครั้งแรกของการออกเดินทางในฐานะ หัวหน้าทัวร์ (Tour Leader) ก็คือการไปเยือนดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อารยธรรมอันเก่าแก่ของโลก นั่นคือ เมืองจีนนั่นเอง ทริปนี้ไปเมืองหลวงคือ ปักกิ่ง
 
     พูดได้เลยว่า การดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกในหลายๆ อย่าง ตั้งแต่การออกเดินทางไปต่างประเทศ การขึ้นเครื่องบิน และการได้มาทำงาน ณ ตำแหน่งที่ฝันไว้ ปลื้มครับว่าอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เราคิดว่าจะทำในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ อย่าง มันก็สำเร็จมาได้เรื่อยๆ ตามที่เราคิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนให้จบปริญญา ด้วยเกรดเฉลี่ยที่ต้องไม่ต่ำกว่า 2.5 (ที่ต้องบอกว่าต้องก็เพราะว่า แต่ละเทอมเนี่ย มันไม่อาวอ่าวเลยไง) แล้วเราก็สามารถทำได้ ใครจะว่าว่า แค่นี้ ก็เรื่องของเขา ก็เราตั้งเป้าแล้วทำได้อย่างที่เราตั้ง พอใจแล้ว... อยากทำงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ณ ที่บริษัทแห่งนี้ เราก็ได้เข้ามาทำอย่างที่ต้องการ... อยากเดินทางต่างประเทศในฐานะหัวหน้าทัวร์ก็ได้ทำแล้วในที่สุด... แม้ว่าจะยังมีข้อผิดพลาดก็ตาม...
 
     ลูกทัวร์คณะนี้เป็นกรุ๊ปอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย และ นักศึกษาปริญญาโทของที่นั่น รวมแล้วทั้งสิ้นเดินทางไป 69 คน รวมหัวหน้าทัวร์ที่ติดตามไป 4 คน (1 ในนั้นคือเราเอง) เป็นทั้งหมด 73 คน
 
     คณะทัวร์นัดหมายกันที่สนามบินดอนเมือง อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาออก อาคาร 2 เคาน์เตอร์ 9 สายการบิน ดราก้อนแอร์ เวลาเก้าโมงเช้า ไอ้เราก็ตื่นเต้น เพราะกลัวจะไปไม่ทันและเราก็ต้องไปก่อนลูกค้าประมาณ 2 ชั่วโมง นั่นคือเราต้องไปให้ถึงดอนเมืองตอน 7 โมงเช้า ก็เลยปลุกพ่อให้ไปส่ง (เป็นลูกที่กตัญญูจริงๆ ทรมานพ่อ) อาบน้ำแต่งตัวจัดกระเป๋าเสร็จก็ออกเดินทาง ไปถึงสนามบินประมาณ 6 โมงครึ่ง ยังไม่มีใครมาก็เลยนั่งดู เดินดูว่า เราต้องไปเข้าตรงไหน เคาน์เตอร์ไหน เชื่อมั้ยหละว่า เราเดินกลับมาที่ที่นั่งประมาณ 7 โมง มีคณะลูกทัวร์เดินทางมาถึงแล้วอ่ะ (นัด 9 โมง) เราก็เลยต้องไปทักทาย ลืมบอกไปว่าคณะนี้เป็นคณะศึกษาดูงาน เพราะฉะนั้นอาจารย์แต่ละคนก็จะใส่สูทกันมาเต็มยศ และเราก็ต้องพลอยใส่ตามไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทต่ออาจารย์ ซึ่งมันร้อนมากๆ (แต่ก้ไม่เท่าวันรับปริญญา) หน้าที่เราที่สนามบิน ณ เวลานั้นก็คือ การแจกป้ายคล้องกระเป๋าให้กับลูกทัวร์ทุกคน พอประมาณ 7 โมงครึ่ง พี่ผุ้จัดการก็มา พี่เขาก็จัดการเรื่องการเช็คอิน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและได้เวลาเช็คอินแล้ว เราก็พาคณะทั้งหมดเดินเข้าไป ก่อนเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ก็จะต้องมีการเอ็กซเรย์กระเป๋าก่อน เราก็ต้องคอยดูแลลูกค้า ช่วยยก เวลาที่กระเป๋าลูกค้าหนักๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ายกกันมาไหวยังไง เพราะแต่ละคนใบใหญ่มากๆ เอ็กซเรย์เสร็จก็เข้าสู่การเช็คอิน การเช็คอินก็ไม่มีอะไรยากเย็นมากนัก เพียงแต่ปัจจุบัน ทางสายการบิน (ไม่แน่ใจว่าทุกสายการบินหรือเปล่า) ต้องให้เจ้าของกระเป๋าทำการโหลดกระเป๋าเอง คือต้องยกกระเป๋าขึ้นสู่สายพานและยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่เอง (จำไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าอะไร)
 
     พอโหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พาคณะเดินทางสู่ประตูที่ 43 เพื่อเข้าไปขึ้นเครื่องบิน ขั้นตอนที่เล่าผ่านมาเนี่ย เป็นขั้นตอนที่เคยทำแล้ว เพราะต้องมาส่งทัวร์บ่อยๆ แต่หลังจากนี้ไปก็เป็นการเปิดฟ้าสู่โลกกว้างสำหรับแล้ว เย้.. ไปดูโลกกว้างของไอ้ปิงคนนี้ กับการได้ออกมานอกกะลากันดีกว่า
 
     เราคิดมาตลอดว่า ช่องที่เราจะเดินเข้าไปหลังจากที่โหลดกระเป๋าเสร็จแล้ว (หมายถึงช่องที่เขาจะเช็ค Airport Tax: ภาษีสนามบิน) นั่นคือช่องตามที่ตั๋วเครื่องบินระบุไว้ และข้างในก็ใกล้ที่จะถึงตัวเครื่องบินแล้ว แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ สิ่งที่เราเคยคิด มันไม่เหมือนกันเลย พอเราเข้าประตูไปเราต้องไปผ่านด่านตรวจคนออกเมือง ที่ด่านตรวจคนออกเมืองนี่ เราต้องยื่นพาสปอร์ตและใบออกเมืองให้เจ้าหน้าที่ และต้องยื่นห่างจากเคาน์เตอร์เพื่อที่จะให้กล้องที่ตรงเคาน์เตอร์ได้ถ่ายรูปเราไว้ได้ ตรงนี้เราก็ต้องดูแลลูกทัวร์ให้หมดทุกคนก่อนแล้วเราถึงจะได้ทำการยื่นหลักฐาน คือพูดง่ายๆ ว่าทุกอย่างหัวหน้าจะทำเป็นคนสุดท้าย เพื่อที่จะได้ดูว่ามีคนที่ยังไม่ได้เข้ามาหรือเปล่า หรือหลงไปหรือเปล่านั่นเอง
 
      พอผ่านด่านตรวจฯ เสร็จแล้วก็เดินเข้ามาสู่ภายในอาคารสนามบิน ซึ่งเราไมคิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ (ในตอนนั้นนะ เดี๋ยวความคิดนี้จะหมดไป) ข้างในมีร้านค้ามากมาย ประเภท Duty Free อะไรทำนองนั้น หลังจากที่เดินชมทิวทัศน์อันระรานตา (ซึ่งบางคนอาจเห็นเป็นสิ่งปกติ) แล้วก็พาคณะทัวร์เดินไปที่ประตูที่ 43 เพื่อเข้าสู่เครื่องบิน
 
     เครื่องบินโดยสารที่จะนั่งไปในครั้งนี้ เป็นของสายการบินดราก้อนแอร์ ซึ่งสายการบินนี้ ต้องไปต่อเครื่องที่ฮ่องกง ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องต่อเครื่องด้วย เพราะสายการบินที่บินตรงไปจีนเลยก็มี แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ การทำราคาทัวร์มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็มันถูกกว่านิ ใช่หรือเปล่าหล่ะ
 
     เครื่องบินที่นั่งเป็นแบบแอร์บัส เพราะฉะนั้นเครื่องจะเล็กมาก ในสายตาเรา เรารู้สึกว่ามันเล็กกว่าที่เราคิดมากๆ เล็กกว่าที่เราเคยเห็นในหนังสือ ในหนังหรือในอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ช่วยไม่ได้ มันอยุ่ที่ ณ เวลานั้น วันนั้น เครื่องที่เขาใช้บินเป็นเครื่องรุ่นอะไร จริงๆ เขาก็มีแบบ โบอิ้ง แต่ไม่ได้เป็นวันนั้นไง ก็เลยต้องนั่งลำเล็ก คณะเราได้ที่นั่งตอนหลังของเครื่อง ซึ่งเราชอบนะ เพราะอยู่ใกล้ๆ แอร์ (อิอิ) มองเห็นชัดดี จะขออะไรก็ขอได้ง่ายๆ แอร์ฯ ของสายการบินนี้ น่าจะเป็นคนฮ่องกงทั้งหมด เพราะว่า เป็นสายการบินของฮ่องกง พูดแต่ภาษากวางตุ้ง (ที่ใช้พูดกันในฮ่องกง) แต่ก็พูดภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) ได้ด้วย ความรู้สึกในการนั่งเครื่องบินครั้งแรกเนี่ย มันไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่ (คือตื่นเต้นแต่ออกอาการไม่ได้ไง) เพราะว่าเราต้องนั่งเขียนใบเข้าออกประเทศจีนให้ลูกค้าอีก 60 กว่าคน ก็เลยไม่ค่อยได้เงยหน้ามามองดูวิวอะไรกับเขาหรอก พอเครื่องเริ่มทะยานสู่ท้องฟ้า เราเริ่มรู้สึกเสียววูบวาบนิดๆ กลัวว่าแล้วถ้าเครื่องบินตกหล่ะ ทำไงหว่า เดี๋ยวนี้ยิ่งมีข่าวว่าเครื่องบินตกบ่อยอยุ่ซะด้วยสิ
 
     หลังจากเครื่องทะยานขึ้นไปสู่จุดลอยตัวแล้ว จะเห็นบรรยากาศความชุลมุนบนเครื่องทันที เพราะอะไรเหรอ (อาจจะเป็นแค่เฉพาะกลุ่มคณะเราก็ได้) ก็คณะเราเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลย เหมือนกับเรา เพราะฉะนั้นพอเครื่องนิ่งปุ๊ป เดินหาห้องน้ำกันให้ควักเลย มีเสียงไชโยออกมานิดหน่อยด้วย เราใช้เวลาในการเดินทางสู่สนามบินเช็กแลบก๊อก ฮ่องกง ประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อมาถึงที่สนามบินฮ่องกง ความคิดที่เคยมีว่า สนามบินดอนเมืองใหญ่ หมดไปสิ้นเชิง ที่สนามบินเช็กแลบก๊อกใหญ่มาก เขาว่ากันว่าเป็นสนามบินที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลก จะไม่ให้สวยได้ไงหล่ะ ก็เล่นตั้งอยู่บนเกาะ (เกาะลันเตา) ข้างหนึ่งโอบล้อมด้วยภูเขา ข้างหนึ่งโอบล้อมด้วยทะเล ซึ่งบริเวณนั้นเป็นอ่าวฮ่องกง เวลานั่งอยู่บนสนามบิน จะมองเห็นเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และถ้าหากใครมองจากภายนอกเข้ามา จะเห็นว่าเวลาเครื่องขึ้น จะขึ้นจากกลุ่มตึกสูงระฟ้า เวลาลงก็ลงไปในกลุ่มตึกสูงระฟ้าเช่นกัน สวยจริงๆ ตัวอาคารสนามบินก็เหมือนกัน เราว่าเขาออกแบบได้สวยงาม และใหญ่มาก ถึงขนาดที่ว่า เดินจากประตูที่ 1 ไปยังประตูที่ 80 ไม่ได้ ต้องนั่งรถไฟใต้ดินที่มีบริการให้ไป ถึงจะถึง คิดดูเอาเองก็แล้วกันว่าใหญ่แค่ไหน
 
     หลังจากต่อเครื่องและเดินทางสู่ปักกิ่งแล้วคราวนี้เราก็จะได้เริ่มผจญภัยในเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ กันซะที หลังจากที่เครื่อง Landing เรียบร้อย ก็พาคณะทัวร์ออกมารับกระเป๋าและเดินออาสู่ทางออก ที่ทางออกจะมีไกด์ท้องถิ่นมาต้อนรับ ชื่อ ลิ้ม (หรือเราเรียกว่าเฮียลิ้ม) กับคุณวิศิษฎ์ (คนจีน) ซึ่งทั้งสองคนเป็นคนจีน ที่สามารถพูดไทยได้ หลังจากเจอกันและทักทายกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางไกด์ก็พาคณะไปขึ้นรถบัสที่มาจอดคอยเพื่อพาไปส่งที่โรงแรม แต่ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เดินทางออกจากสนามบิน คือ มีลูกทัวร์คนนึงหายไป ระหว่างที่ออกจากสนามบิน ทุกคนก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหน เพียงแต่บอกว่า เขาเดินเข็นกระเป๋าตามหลังมา แต่ตอนที่เลี้ยวเนี่ย ก็ไม่เห็นแล้ว ทำให้ทุกคนต้องนั่งรอ เพื่อให้ไกด์ท้องถิ่นไปตามหาเขา เวลาผ่านไปประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็เจอตัว เขาบอกว่าเขาเดินออกมาแล้วไม่เห็นใครเลย เขาก็นึกว่าเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็เลยหลง เพราะคณะเลี้ยวซ้ายกันหมด (เฮ้อ... )
 
     หลังจากเจอเรียบร้อยก็พากันขึ้นรถ รายการแรกคือการพาไปรับประทานอาหารค่ำ ร้านอาหารที่เราไปทานกันร้านแรกเลย มีชื่อว่า Jin Ding Chuan หรือแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า ร้านหม้อทองคำ ร้านนี้เป็นร้านเดียวในปักกิ่งที่เปิดขายอาหารตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น คนจะเยอะมาก เพราะคนทั่วปักกิ่งพากันมากินที่ร้านอาหารแห่งนี้ พอคณะไปถึงก็เกิดปัญหาอีก คือไม่มีโต๊ะให้นั่งกินข้าว เพราะคนเต็มมาก แต่พอดีว่าในร้านมีคนกินอิ่มพอดี เขาก็เลยเคลียร์โต๊ะให้ เราก็ถามคุณวิศิษฎ์ว่า ทำไมเป็นอย่างนี้หล่ะ ไม่ได้จองไว้เหรอ เขาก็บอกว่าเขาจองมา แต่คนมันเยอะ เลยเคลียร์ให้ไม่ทัน ก็ไม่ได้ว่าอะไร
 
    ร้านอาหารร้านนี้ไม่ค่อยสร้างความประทับใจให้กับคณะทัวร์เท่าไหร่นัก ลืมบอกไปว่าคนไทยแล้ว โดยปกติ เป็นคนที่ชอบกินของเย็น น้ำเย็น เพราะฉะนั้นเวลาไปสั่งอาหารที่ไหน ก็จะต้องมีน้ำแข็ง ขาดไม่ได้ แต่คนจีนไม่เหมือนกัน คนจีนส่วนใหญ่จะจิบน้ำชากัน หรือกินน้ำอุ่นๆ ทำไมเหรอ เพราะว่าช่วงฤดูของปักกิ่งและไทยจะแตกต่างกัน ไทยมีฤดูหนาวสั้นเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น แต่ของจีน มีฤดูหนาวที่ยาวนานมาก เกือบจะ5 เดือนได้เพราะฉะนั้นคนจีนก็จะติดอยู่กับการดื่มน้ำอุ่นๆ เมื่อหมดฤดูหนาว ก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรก็เลยกินน้ำอุ่นกันมาตลอดจนกลายเป็นประเพณี
 
     อีกอย่างสำหรับกรุ๊ปคนไทยไม่ว่าจะเป็นกรุ๊ปไหนก็ตามที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารก็คือ น้ำพริก คืนก่อนที่กรุ๊ปนี้จะออกเดินทางเราต้องดิ้นรนไปซื้อน้ำพริกมา (ที่ต้องบอกดิ้นรนก็เพราะว่าตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่มแล้ว และตลาดก็ปิดหมดแล้ว เลยต้องเข้าห้าง) น้ำพริกที่เอาไปมี 2 ข้อใหญ่ๆ ให้คำนึงถึง คือ 1. ต้องเพียงพอกับปริมาณ กับ 2. ต้องสามารถเก็บไว้ได้ตลอดระยะเวลาการเดินทาง คือไม่เสียนั่นเอง ไอ้ข้อ 2 เนี่ย มันไม่หนักใจเท่าไหร่ เพราะซื้อน้ำพริกแห้งไปก็หมดเรื่อง แต่ข้อ 1 นี่สิ มันทำเรายืนคิดตั้งนาน เนื่องจากเราไม่เคยออกทัวร์ เลยนึกภาพไม่ออกว่าเขาใช้กันเท่าไหร่ต่อมื้อ ต้องเยอะขนาดไหน เราก็เลยซื้อไป 2 กิโลกรัมในสายตาเราเนี่ย เยอะมากเลยนะ ก็น้ำพริกแห้ง 2 กิโลอ่ะ ไม่เยอะได้ไง แล้วทุกมื้อก็จะต้องมีเสิร์ฟทุกมื้อไป ที่ต้องเตรียมน้ำพริกไปด้วย ก็เผื่อว่า บางคนกินอาหารจีนไม่ได้ ซึ่งในกรุ๊ปนี้ก็มีเหมือนกัน พอได้กินอาหารปุ๊บก็กินไม่ลง เขาบอกเราว่า นี่ถ้าไม่มีน้ำพริกเนี่ย เขาคงอดตายแน่เลย...
 
    หลังจากทานอาหารค่ำมื้อแรกในเมืองจีนเสร็จแล้ว คณะก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางสู่ที่พัก คือ โรงแรม Spring ระหว่างทางไป รถคันหน้าเกิดตกหล่ม เลยต้องเสียเวลาอยู่พักนึง ระยะทางจากภัตตาคารมาโรงแรม ไกลกันพอสมควร เพราะว่าโรงแรมที่พักอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งพอสมควร เรียกได้ว่าอยู่แถบชนบทของปักกิ่งเลยก็ว่าได้ แต่ตอนกลางคืนยังไม่เห็นวิวอะไรเพราะมันมืด ลูกทัวร์ก็เลยยังไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เริ่มมาเอะใจก็ตอนที่รถตกหล่มนี่แหล่ะ ว่าทำไมเส้นทางมันถึงทุรกันดารอย่างนี้ พอมาถึงที่โรงแรม ลูกทัวร์แต่ละคนก็จัดแจงยกกระเป๋าขึ้นไปบนห้อง ของใครของมัน เพราะไกด์แนะนำว่า ถ้ารอให้พนักงานยกขึ้นไปให้เนี่ย จะช้ามาก เพราะพนักงานจะยกไล่ไปทีละห้อง แล้วลูกทัวร์ก็ไม่ได้พักอยู่ชั้นเดียวกันหมด ลูกทัวร์ก็เลยต่างคนต่างยก เพราะแต่ละคนก็ดูท่าว่าจะเหนื่อยจากการเดินทางมาพอสมควร
 
     หลังจากดูลูกทัวร์เสร็จก็เป็นเวลาที่เราจะได้เข้าห้องซะที เราก็นอนกับพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเราแหล่ะ สภาพห้องสะอาด น่าอยู่ทีเดียว หลังจากที่เคลียร์อะไรเสร็จแล้ว ก็นอนเพื่อว่าจะได้มีแรงสำหรับวันรุ่งขึ้น...
 
     เช้าวันที่สอง มองออกไปนอกหน้าต่าง กะว่าจะชมความสวยงามของเมืองจีน (ชนบท) ปรากฎว่า หมอกลงเยอะมาก เลยมองไม่เห็นอะไรเลย (น่าเสียดาย) วันนี้ตามโปรแกรม เราจะไปที่ Tian an men / Gu gong / Yiheyuan อาหารมื้อแรกทานกันที่โรงแรมนั่นแหล่ะ เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แต่อยากจะบอกว่า เป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ไม่ได้เรื่องเอามากๆ ไม่มีอะไรเลย ของหมดก็ไม่เติมให้ เลยทำให้คิดว่าเวลาคณะเราจัดงาน ยังดูดีกว่าโรงแรมเสียอีก (คิดถึง..) ก็เลยต้องจำใจฝืนกินเข้าไปเพื่อให้มันอิ่มท้อง
 
     หลังจากทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จัตุรัสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็อย่างที่บอกไว้ คืออากาศวันนี้ มันมีหมอกลงมากทำให้มองไม่ค่อยเห็นวิวทิวทัศน์อะไรเท่าที่ควร แต่ก็สมกับคำที่เขาบอกว่าใหญ่จริงๆ มันกว้างมาก คนเดินกันแบบว่า มองไปทางไหนก็เห็นคณะทัวร์เต็มไปหมด เดินถือธงกันให้ว่อน หลังจากที่ผ่านชมความกว้างใหญ่ของจัตุรัสเทียนอันเหมินแล้ว (จริงๆ แล้วก็แค่เดินผ่านเพื่อที่จะไปพระราชวังต้องห้ามแหล่ะ) เราก็เดินลอดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปสู่พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง ก่อนเข้าก็ปล่อยให้คณะทัวร์ได้เข้าไปทำธุระให้เสร็จเรียบร้อยในห้องน้ำ ตอนลอดอุโมงค์มาเนี่ย นับคนแล้วก็ครบนะ แต่พอออกจากห้องน้ำกลับไม่ครบ หายไป 3 คน ก็เป็นเรื่องยุ่งสิ เพราะหายที่ไหนไม่หาย มาหายที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเนี่ย  ไกด์ท้องถิ่นก็ต้องอกตามหา ส่วนคณะทัวร์รวมทั้งตัวเราก็ต้องคอยกันอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำเผื่อว่า 3 คนที่หายไปจะกลับมา แต่เวลาผ่านไปได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แวว แถมไกด์กลับมาก็หาไม่เจออีก ไกด์เลยบอกว่าไม่เป็นไร เข้าไปกันก่อน เดี๋ยวค่อยหาอีกที เพราะก่อนที่จะลงจากรถ เฮียลิ้มได้เตือนไว้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้าหลงนะให้ยืนอยู่ที่เดิมไม่ต้องเดินไปไหน เดี๋ยวไกด์จะเดินหาเอง คณะเราก็เลยต้องเดินเข้าไปในกู้กง โดยทิ้ง 3 คนที่หายไปไว้ก่อน
 
     พอเดินเข้ามาถึงพระราชวังต้องห้าม เราก็ต้องตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของมรดกจีน มันทำได้ยังไงเนี่ย คือถ้าบอกว่าสร้างในสมัยนี้นะ ก็จะไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไหร่ไง แต่นี่สร้างมาตั้งกี่ร้อยปีแล้วหล่ะ อาคารต่างๆ สวยงามมาก จะแบ่งเขตเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นก็จะมีความสำคัญแตกต่างกันไป เช่น เขตพระราชฐานชั้นใน ที่มีแต่จักรพรรดิ์เท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ หรือ เขตที่อยู่ของพวกบัณฑิต จอหงวนทั้งหลาย บัลลังก์ของกษัตริย์ปูยี กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง และอีกมากมาย เห็นได้เลยว่า ฐานะและลำดับชั้นของคนจีนในสมัยก่อนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ภายในจะมีสะพานมังกรซึ่งมีทั้งหมด (ถ้าจไม่ผิดนะ 5 สาย) โดยจะมีความสำคัญแตกต่างกันไป กษัตริย์เท่านั้นที่จะสามารถเดินผ่านสะพานมังกรเส้นกลางได้ ส่วนเชื้อพระวงศ์ หรือวงศาคณาญาติของจักรพรรดิ์ก็ใช้สะพานเส้นข้างๆ ใครที่ไม่ใช่จะไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ข้ามสะพานนี้โดยเด็ดขาด ว่ากันว่า แม้แต่พระนางซูสีไทเฮา ที่ขึ้นเป็นองค์จักพรรดินีของจีนแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเดินข้ามสะพาน หรือแม้แต่เดินเข้าประตูเลย ต้องเดินผ่านทางประตูหลังเท่านั้น เห็นมั้ยหล่ะ ว่าคนจีนให้ความสำคัญกับลำดับชั้นมากแค่ไหน
 
     หลังจากชมความยิ่งใหญ่และงดงามของพระราชวังต้องห้ามแล้ว ก็ได้เวลาไปทานอาหารกลางวันกัน  ทางออกของกู้กงจะอยู่ทางด้านหลัง คือ ทางเข้ากับทางออกจะอยู่ตรงข้ามกัน เข้าหน้าออกหลัง เข้าหลังออกหน้า พอเดินออกมา เราก็ได้ข่าวว่า เจอ คนที่หายไป 3 คนแล้ว เขาบอกว่า ไปเจอที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพราะเขาเข้าใจผิดคิดว่า ให้เดินเล่นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน 2 ชั่วโมง (ไกด์บอกในรถว่า เดินที่นี่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) พอแกเข้าห้องน้ำเสร็จแกก็ลอดอุโมงค์กลับไปอีก เฮ้อ... ดีนะที่เจอไม่งั้นแย่แน่เลยเรา
 
     อาหารกลางวันวันนี้ เรามากินกันที่ร้าน Xiang Bin Ju อาหารก็รสชาดดี การบริการดี เพราะว่าเขาคงเคยชินกับคณะทัวร์ไทยหรือคณะทัวร์อื่นๆ แล้ว เพราะเราต้องการอะไรเขาก็จะรู้ มีอย่างเดียวที่หาอยากอยู่ดีก็คือ น้ำแข็งนั่นเอง
 
     ตอนบ่ายเราไปเที่ยวชมที่ พระราชวังฤดูร้อน หรือ Yiheyuan พระราชวังที่ประทับของพระนางซูสีไทเฮาในฤดูร้อน ซึ่งก็สวยงามจริงๆ ด้านหนึ่งเป็นภูเขา ด้านหนึ่งเป็นทะเลสาบคุนหมิง ที่ขุดโดยฝีมือมนุษย์ (อีกหล่ะ) แต่ว่าวิวก็ยังไม่เอื้ออำนวยเพราะแม้ว่าจะบ่ายแล้วก็ยังมีหมอกลงอยู่ ทริปนี้เราได้ล่องเรือกันด้วย (ปกติแล้วเค๊าไม่จัด) ก็สวยงามกันไปอีกแบบหนึ่ง
 
     หลังจากที่คณะได้ใช้พลังงานในการเดินมากันตลอดทั้งวันแล้ว ไกด์ก็พาเราไปนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ที่โรงนวดยาสมุนไพร (จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร) ลูกทัวร์แต่ละคนก็เคลิ้มกันไปเคลิ้มกันมา ก็เขานวดกันอย่างดี มีฝีมือ แต่ละคนได้รับการฝึกมาแล้วทั้งนั้น แถมช่างพูดช่างคุยกันทุกคนเลยนิ แต่เราไม่ได้นวด เพราะว่าคนไม่พอ ก็เลยอด เขาเอาน้ำสมุนไพรมาให้เราแช่ ก็พอแล้ว แค่แช่ก็สบายเท้าแล้ว แต่ก็อยากลองนวดดู ไว้คราวหน้ามาจะต้องไม่พลาด
 
     นวดเสร็จก็ไปทานอาหารค่ำกัน มื้อนี้เราไปกินกันที่ร้าน Jin ri hai xian หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ร้านอาหารทะเลวันนี้ อาหารที่นี้ก็จะเป็นอาหารทะเลเสียเป็นส่วนใหญ่ เมนูแต่ละอย่างก็อร่อยทีเดียว โดยเฉพาะมะเขือผัด อร่อยมาก ติดใจๆ เออ ลืมบอกไป โดยปกติแล้วเวลาไปกินข้าวเนี่ย ไกด์กับหัวหน้าทัวร์จะไม่ไปนั่งปนกับลูกทัวร์ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องนั่งแยก รู้สึกว่าไม่ดี แต่ก็ต้องนั่งแบบนั้นอ่ะ เหตุผลก็คือ จริงๆ แล้วอาหารของไกด์และหัวหน้าทัวร์อาจจะไม่เหมือนกับของลูกทัวร์ บางทีอาจจะดีกว่าหรืออาจจะแย่กว่าก็มี แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะเหมือนกัน เพียงแต่มีเพิ่มมีลดนิดหน่อยเท่านั้นเอง 
 
     พอกินข้าวมื้อค่ำกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปชมความตระการตาของโชว์กายกรรมปักกิ่งกัน ที่โรงละครกายกรรมปักกิ่ง พอเราเข้าไปแล้วเนี่ย เรานึกถึงโรงหนังบ้านเราอ่ะ แต่มันดูไม่สวยงามเท่าที่ควร ใครจะนั่งตรงไหนก็นั่ง (ทั้งๆ ที่จองแล้วนะ) แต่การแสดงโชว์ของเขาเนี่ย ถึอว่าโอเคเลย สวยงามและก็น่าทึ่งอยู่ มีโชว์ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าน่าจะประมาณ 6-7 ชุดแหล่ะ พอดูเสร็จเราก็เดินทางกลับโรงแรมที่พักกันเพื่อพักผ่อน
 
     เช้าวันที่สาม ฟ้าค่อนข้างที่จะโปร่งกว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังมีหมอกลงอยู่ดี วันนี้ตามโปรแกรมที่แรกที่จะไปคือ กำแพงเมืองจีน แต่ด้วยเวลาที่ล่าช้าไป ทางไกด์ก็เลยพาพวเราไปกันที่ ร้านหยก ก่อน ซึ่งร้านหยกนี้เป็นของรัฐบาล จะเป็นหยกแท้ทั้งหมด สามารถซื้อได้ และวางใจได้ เพราะว่าจะมีใบรับประกันให้ด้วย แต่ราคาหยกที่เราดูและเห็นมา พอเห็นปุ๊บคิดได้อย่างเดียวเลยว่า อืม... สวยดีนะ แค่นี้แหล่ะ ไม่มีสิทธิ์คิดว่าจะซื้อเลย เพราะหยกบางชิ้นแพงมากๆ แต่บางชิ้นก็ถูก เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นหยกแท้ก็เถอะ แต่ก็หลายเกรด หลายขนาด อาจจะเป็นหยกแท้ที่ไม่สวย เลยขายราคาถูกก็มี หรือเป็นหยกที่มีตำหนิก็เอามาขายถูกๆ ก็มี ลูกทัวร์ก็มีสนใจอยู่เยอะพอสมควร ก็ได้ของติดไม้ติดมือกันมาเยอะอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแหวนหยก ที่เขาขายเนี่ย วงละ 150 หยวน ก็ประมาณ 750 บาทไทยนั่นแหล่ะ ถูกปะ
 
     หลังจากไปร้านหยกเสร็จเรียบร้อยเราก็ไปกันต่อที่สุสาน 13 กษัตริย์ หรือเรียกว่า ติ้งหลิง ซึ่งจริงๆ แล้วที่เราไปดูกันเนี่ย มันก็ไม่ใช่ไปดูหมดทั้ง 13 กษัตริย์หรอก เพราะที่ไปดูเป็นสุสานใต้ดินของจักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง มีพระนามว่า ว่านลี่ พระองค์เดียวเท่านั้น ส่วนองค์อื่นๆ ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ไม่ไกลกันมากนัก กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ที่นี่เราไม่ได้เข้าไปเพราะว่าตอนที่พาลูกทัวร์มาและนับตอนเข้าประตูไปใต้ดินคนดันไม่ครบ ทำให้เราต้องออกมาตามหากับผู้จัดการเรา ก็ปรากฎว่าไปเจอพวกที่หายไปเดินออกมาจากทางออกสุสาน เพราะว่าพวกนั้นไม่ได้รอคณะ แต่เดินเข้าไปกันก่อน ก็เลยหลุดจากสายตาไป เราก็เลยอดลงไปเห็นเลยว่าข้างล่างสุสานเป็นอย่างไรบ้าง แต่ที่ได้ยินมาก็คือ ถ้าลงไปแล้วไม่ฟังไกด์บรรยายไปด้วยเนี่ย จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย สงสัยว่ามันคงจะมีแต่ของโบราณทั้งนั้นแน่ๆ เลย
 
     แป๊บเดียวก็ถึงเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว มื้อนี้เราก็ไปกินกันที่ภัตตาคาร Jin Dian หรือภัตตาคารตำหนักทอง ซึ่งตัวภัตตาคารจะอยู่ชั้น 2 ส่วนชั้นล่างจะเปิดขายของที่ระลึกต่างๆ แต่ราคาจะแพงมาก แต่ก็ไม่วายมีลูกทัวร์หลงไปซื้อเข้าให้จนได้ ทั้งๆ ที่ไกด์ก็บอกไว้ก่อนบนรถแล้วว่าของที่นี่แพง ถ้าอยากซื้อให้ไปซื้อที่ตลาดรัสเซีย เพราะว่ามีหมดทุกอย่าง
 
     โปรแกรมต่อไปที่จะไปก็คือ กำแพงเมืองจีน แต่ก่อนที่จะพาไปสู่กำแพงเมืองจีน เราก็ได้แวะไปเยี่ยมชมโรงงานไข่มุกของรัฐบาลจีน ซึ่งก็แสดงให้ดูกันสดๆ (สดจริงๆ) มีการดึงมุกออกมาจากหอย แล้วก็เดินดูรอบๆ ซึ่งราคาก็เข้าขั้นทีเดียว ที่นี่ส่วนใหญ่ก็เลยได้แค่เดินดูกันเท่านั้น
 
     จากโรงงานไข่มุก ในที่สุดก็ถึง กำแพงเมืองจีนซะที ทิวทัศน์รอบๆ กำแพงเมืองจีน สวยงามมาก สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และความอลังการงานสร้างของคนจีนสมัยก่อนเลย ทำได้ยังไงเนี่ย เหมาเจ๋อตง เคยพูดไว้ว่า ใครมาเมืองจีนไม่ได้ขึ้นกำแพงเมืองจีน ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เราก็เลยสนองความเป็นลูกผู้ชายซะ ด้วยการปีนขึ้นไปถึงป้อมที่ 6ซะเลย แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยจริง ตอนแรกที่เรายังนึกสภาพของกำแพงเมืองจีนไม่ออกเนี่ย เราก็คิดแหล่ะว่า ทำไมหล่ะ มันจะหนักหนาสาหัสอะไรขนาดไหนกัน แต่พอได้มาสัมผัสด้วยขาของตัวเองแล้วเนี่ย ต้องยอมรับเลยว่า หนักมาก ทั้งน้ำหนักตัวเอง น้ำหนักเสื้อผ้า รองเท้า และน้ำหนักของแรงโน้มถ่วงโลก มันทำให้รู้สึกหนักอื้งทุกคร้งที่ก้าวแต่ละก้าว เดินผ่านป้อม 2 จะสังเกตเห็นแม่กุญแจที่ล็อคติดไว้กับโซ่เป็นเส้นยาวๆ ตอนแรกเราก็สงสัยว่า ไอ้พวกนี้เขาทำไว้เพื่ออะไร ตอนแรกเราคิดว่า สงสัยไว้เป็นสัญลักษณ์มั้งว่า เราปีนมาได้ถึงเท่านี้ ก็เลยเอากุญแจมาคล้องไว้ที่โซ่ซะ แต่พอได้ฟังจริงๆ แล้ว เขาบอกว่า แม่กุญแจที่เอามาล็อคกับโซ่เนี่ย เขาให้เป็นตัวแทนความรัก ที่จะมั่นคง รักกันตลอดไปจนแก่เฒ่า หนุ่มสาวที่แต่งงานกันใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องโชคลาง ก็จะมาล็อคกุญแจเอาไว้เพื่อให้ความรักอยู่ยืนนานนั่นเอง พอได้ฟังแล้วเราก็รู้สึกว่า อืม.. ดีจัง เพราะเราเห็นกุญแจที่แขวนอยู่ตามโซ่เนี่ยเยอะมากๆ ก็ไม่รู้ว่า คู่ที่เอาลูกกุญแจมาติดไว้เนี่ย จะยังรักกันดีอยู่หรือเปล่า
 
 ปลายบันไดสองข้างจะเห็นว่ามีลักษณะที่เหมือนกันคือ ปลายขั้นบันได้ทั้งสองข้างจะมีรอยบุ๋มลึกลงไป ส่วนตรงกลางจะมีลักษณะที่เรียบ ร่องรอยนี้เป็นการยืนยัน และแสดงให้เห็นถึงการมาของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เพราะขนาดบันได้หินที่ทำจากหินล้วนๆ เนี่ย ยังเป็นรอยยุบลงไปได้ขนาดนั้น แสดงว่าต้องผ่านการโดนเหยียบย่ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผ่านศึกมาหนักหนาสาหัสทีเดียว
 
     อย่างที่เราบอกว่า เราขึ้นไปได้ถึงป้อม 6 จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าเราเหนื่อยหรือเดินต่อไปไม่ไหวแล้วหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าเวลาไม่มี จึงทำให้ขึ้นมาได้แค่นั้น จริงๆ แล้วป้อม 6 ถือว่าสูงทีเดียว ขึ้นไปก็ไม่ค่อยมีคนแล้ว เพราะส่วนใหญ่เดินมาไม่ถึงหรอกเพราะหมดแรงซะก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเดินต่อไปอีก เรามองขึ้นไปทางป้อมที่ 7 เห็นหญิงชราชาวจีนคนหนึ่ง (ผมขาวแล้วแหล่ะ) กำลังเดินขึ้นไปเรื่อยๆ อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงสามารถเดินขึ้นมาได้สูงขนาดนี้
      เขาว่ากันว่าตอนปีนขึ้นกำแพงเมืองจีน (ต้องใช้คำว่าปีน เพราะดูจะเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงมากกว่า) ว่าเหนื่อยแล้ว แต่ตอนลงนี่เหนื่อยกว่า เพราะอะไรก็เพราะว่า ตอนขาขึ้นเนี่ย เรามองแต่ขึ้นบนไง แล้วก็ปีนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ตอนลงเนี่ยเราไม่ได้มองขึ้นแล้ว เรามองลง คราวนี้สิ ใครกลัวความสูงก็เตรียมสั่นไว้ได้เลย เพราะว่าพอหันหลังกลับเพื่อที่จะเดินลงแล้วเนี่ย โอ้โหทำไมมันช่างสูงได้ขนาดนี้ บันไดที่เราปีนขึ้นมาเมื่อกี้นี้มันชันขนาดนี้เชียวเหรอ เวลาลงจึงต้องระวังกันเป็นพิเศษ ตอนช่วงขาขึ้น ไม่ค่อยเห็นหรอกคนเกาะราวบันได้ไต่ขึ้นอะ มีแต่คนเกาะราวบันได้ไต่ลงกันทั้งนั้น เพราะว่ามันสูงไง และถ้าเดินไม่ดีตกลงมาก็ไม่ต้องกลับบ้านเลย นอนที่นั่นแหล่ะ
 
     พอลงมาถึงข้างล่างปุ๊บ เราก็ตามลูกทัวร์ให้ขึ้นรถ เพราะถึงเวลาที่จะขึ้นรถเพื่อไปกินข้าวแล้ว ที่เรานับได้ว่าขึ้นไปบนกำแพงเมืองจีนมีกี่คนเนี่ย คนที่ขึ้นไปได้สูงถึงป้อม 6 เหมือนเรานี่ มีอยู่ทั้งหมด 5 คน และป้อม 5 3 คน โดยเฉพาะ 3 คนนี้นี่เป็นผู้หญิงด้วยสิ เก่งจริงๆ
 
     ก่อนที่เราจะไปกินข้าวกัน ไกด์ก็พาเราไปชมวิธีการสาธิตการชงชาจีน ที่ร้านน้ำชา (ซึ่งก็อยู่ติดกับร้านอาหารที่เราจะไปกินกัน) พนักงานหรือคนสาธิตการชงชาที่นี่ ยังเป็นเด็กๆ อยู่เลย ผู้หญิงทั้งนั้น คิดว่าอายุคงอยู่ที่ประมาณ ไม่เกิน 20 แน่ๆ และแต่ละคนก็ช่างพูดช่างจา พูดเก่งๆ กันทั้งนั้น แต่ที่พูดไทยเป็นจริงๆ ในร้านนี้มีอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น คนที่มาสาธิตให้กับห้องที่เราไปนั่ง เป็นคนที่พูดไทยได้ เราก็เลยสบายไป เพราะถ้าพูดไม่ได้เนี่ย หน้าที่ล่ามก็ต้องตกเป็นของเราแน่ๆ ก็ตามแบบฉบับ ของนักขายทั่วไป หลังจากสาธิตวิธีการชง บอกสรรพคุณต่างๆ เสร็จเรียบร้อยก็เป็นรายการขายสินค้า ที่นี่เขาจูงใจการขายด้วยการแถมชุดชงชาให้ นอกจากนี้ ถ้าซื้อชาของเขา จะเหมือนกับซื้อ 1 ได้ 2 เลย ก็พี่แกเล่น เอาชามากระป๋อง 1 แล้วก็เอาชาอีกกระป๋องนึงเทใส่ลงไปแล้วก็กดอัด ให้มันใส่ได้ภายใน 1 กระป๋อง กลายเป็นชาอัดกระป๋องไปเลย ลูกทัวร์ก็ซื้อกันไปเยอะ ชาที่เขาขายมีอยู่ด้วย 4 ชนิดแหล่ะ แต่เราจำได้ไม่หมด ที่จำได้ ก็จะมี ชามะลิ ชาอู่หลง 2 อย่างเนี้ย เพราะว่ามันดังไง พอซื้อชากันเสร็จก็ไปกินข้าว ภัตตาคารนี้มีชื่อว่า Cha Bo Shi Jia หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Dr. Tea นั่นเอง อาหารที่นี่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว ที่อร่อยรู้สึกว่าจะเป็นเป็ด (แต่ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร) กับน้ำแกงฟัก ก็อร่อยดี หลังจากกินเสร็จก็กลับโรงแรมที่พัก
 
     เช้าวันที่สี่ เราก็ไปดูงานกันที่โรงเรียน Beijing Jianhua Middle School ดูโรงเรียนแล้วสมัยใหม่มาก เป็นโรงเรียนเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นสมัยพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจแรกๆ จากการที่ได้ฟังการบรรยายสภาพโรงเรียน วัตถุประสงค์ วิธีการจัดการเรียนการสอน แล้วต้องบอกว่าเป็นโรงเรียนที่ใช้ได้เลยทีเดียว แต่เสียอย่างเดียวคือโรงเรียนรับแต่คนมีเงิน (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกโดยตรงก็เถอะ) เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีเงินก็หมดสิทธิ์ที่จะได้เรียนที่นี่ทันที หลังจากฟังการบรรยายบอกเล่าประวัติความเป็นมาของโรงเรียนแล้ว ก็เดินชมบริเวณโรงเรียนโดยรอบ แล้วก็แวะไปตีปิงปองกับเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่แถวนั้นด้วย แต่ละคนเล่นเก่งๆ ทั้งนั้น เสียดายใส่สูทไป ถ้าไม่ได้ใส่สูทนะ ไม่ได้กินหรอก
 
    ก่อนที่เราจะไปกินข้าวกัน ไกด์เราก็พาไปชมการสาธิตการรูดเหล็กที่ร้านบัวหิมะ ซึ่งเขาก็รูดให้ดูสดๆ ตรงนั้นเลย พอเขารูดเสร็จเขาก็ทาบัวหิมะลงไป แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ที่น่าตลกก็คือ พอเขารูดเสร็จเนี่ย ก็ร้องโอยๆ ร้อนอ่ะนะ แต่ก็เดินวนรอบเพื่อให้คนนั่งดูอยู่ดูมือ ก็เลยสงสัยว่าเขาร้อนจริงหรือเปล่าหว่า หรือว่าร้อนจริง แต่มั่นใจว่ายาเขาแน่ สามารถรักษาได้แน่นอนก็ไม่รู้ จากนั้นเราก็ไปกินอาหารกลางวันกันต่อ ซึ่งเราก็จำร้านไม่ได้แล้วแหล่ะว่าเป็นยังไง แต่ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะเป็นอาหารสไตล์กวางตุ้งอ่ะนะ อาหารก็อร่อย ไม่เลว แต่ที่น่ากลัวที่สุดบนโต๊ะอาหาร ก็คงจะไม่พ้นเต้าหู้เหม็น ซึ่งมันก็เหม็นสมชื่อจริงๆ เราไม่กล้ากินอ่ะนะ เพราะพอได้ยินชื่อก็ขยาดแล้ว แต่ไกด์ก็บอกว่า ลองกินดูอร่อย แล้วเขาก็เคี้ยวตุ้ยๆ ไปตั้งหลายชิ้น ไอ้เราก็เห็นว่า เขาก็กินกันได้นิ ไม่เห็นมีสีหน้าอะไรที่แสดงออกมาว่ามันเหม็นเลย ก็เลยเอาวะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาบ้านเมืองเขาทั้งที อะไรก็ต้องกินได้ ก็เลยตักมาชิ้นหนึ่ง กัดไปคำหนึ่ง แทบอยากสำลัก ความเหม็นของมันเนี่ย สุดทนเลย เหม็นจริงๆ แค่คำเดียวก็กินไม่ลง แต่ก็ต้องฝืนกินมันเข้าไป เพราะไกด์แต่ละคนมองอยู่ กลืนลงไปอย่างยากลำบากเสร็จ ก็ยิ้มแหยๆ เลย ไม่อีกแล้ว ขอแค่ชิมครั้งนี้ครั้งเดียวเป็นพอ สงสัยมันก็คงเหมือนกับฝรั่งมาเมืองไทยแล้วกินปลาร้าไม่ได้เพราะมันเหม็น ประมาณนั้นมั้ง แต่นี่มันเป็นเต้าหู้ซึ่งเราชอบนี่สิ ช้ำใจที่สุด
 
     ที่ต่อไปที่เราไปกันก็คือ หอฟ้าเทียนถาน ซึ่งเป็นหอที่อยู่ใจกลางเมืองปักกิ่ง เป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินของจักรพรรดิ์จีนในสมัยโบราณ ภายในบริเวณหอฟ้า จะมีแท่นบวงสรวงที่เขาว่ากันว่า สามารถส่งเสียงให้ดังไปได้จนถึงสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ไปจนถึงประมาณเดือนเมษายน ปีหน้า เขาปิดหอใหญ่ ไม่สามารถเข้าไปดูได้ เลยได้ดูแค่หอสะท้อนเสียงเท่านั้นเอง กับต่อแถวเพื่อยืนขอพรศักดิ์สิทธิ์ที่แท่นบวงสรวงกัน
 
     จากหอฟ้าเราก็ไปช้อปปิ้งกันที่ ตลาดรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งขายสินค้าราคาถูก และขายสินค้าก้อปปี้ทุกชนิด อยากได้อะไรที่นี่มีทุกอย่าง ก่อนลงจากรถไกด์บอกว่า อยากได้ยี่ห้ออะไรบอกเขา เดี๋ยวเขาหามาให้มีหมดแหล่ะ เราก็สงสัย มันจะทำยังไง แล้วก็ได้เห็นเองเลย ลูกค้าซื้อเสื้อ แล้วไม่อยากได้ยี่ห้อนี้ บอกว่าอยากได้ยี่ห้อ FENDI เขาก็บอกว่าเดี๋ยวนะ แล้วก็หายไปแว้บนึง แล้วก็กลับมาพร้อมกับเสื้อแบบและสีเดียวกัน แต่คนละยี่ห้อ เจ๋งมั้ยหล่ะ ภายในตลาดจะเป็นอาคาร สูง 5 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน ก็จะแบ่งประเภทสินค้าต่างๆ ตามชั้นไป เช่น อาหาร เครื่องดี่ม ก็จะอยู่ชั้นบนสุด พวกเครื่องหนัง ก็จะอยู่ชั้นใต้ดิน ส่วนพวกเสื้อผ้าก็จะเป็น ชั้น 1 เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็จะอยู่ที่ชั้น 3 ถ้าเทียบกับกรุงเทพฯ ก็จะคล้ายๆ กับประตูน้ำเก่าแหล่ะ แถวตลาดรัสเซีย เขาเรียกกันอีกอย่างว่า ตลาดละลายทรัพย์ เพราะคนซื้อกันแบบว่าเอาเงินไปทื้ง
 
     หลังจากตลาดรัสเซีย เราก็ไปกินข้าวกันที่ภัตตาคาร มื้อนี้เป็นมื้อพิเศษ เพราะว่ามี เป็ดปักกิ่ง ซึ่งก็อร่อยนะ แต่กินมากๆ ก็เอียนเหมือนกัน เป็ดปักกิ่งจริงๆ แล้วจะมีวิธีกินอยู่ คือจะต้องเอาแป้งที่เขาจัดมาให้เป็นแผ่นกลมๆ (คล้ายๆ กับสายไหมโรตีนั่นแหล่ะ) ใส่เป็ด ที่เขาบรรจง ฝานเฉพาะเนื้อออกมาแล้วเอามาใส่เครื่องเคียง ต่างๆ จิ้มกับน้ำจิ้ม แล้วก็เอาเข้าปาก รสชาติก็จะออกมันๆ ของเป็ด หวานๆ ของน้ำจิ้ม อร่อยกลมกล่อมดี แต่ก็อย่างที่บอกว่า กินมากก็เลี่ยนได้เหมือนกัน เมนูอย่างอื่นก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ ไม่ว่าจะไปที่ร้านไหน เมนูหนึ่งที่จะขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารเลย ก็คือ ข้าวต้ม (ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวหรือเปล่า) จะเป็นอะไรสักอย่าง ต้มแล้วก็ตักเหมือนตักข้าวต้มกิน จะมีทุกร้านเลย
 
     พออิ่มแปร้จากเป็ดปักกิ่งแล้วก็ไปเดินย่อยอาหารและทรัพย์กันต่อที่ย่านการค้าหวังฝูจิ่ง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่และสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งที่ทันสมัยมากๆ แหล่งนึงทีเดียว เทียบๆ ก็เหมือนกับสยามบ้านเราแหล่ะ  ที่นี่เดินได้ไม่นานเพราะว่ามากันเย็นไปหน่อย ร้านรวงต่างๆ ที่นี่ปิดกันประมาณ 3-4 ทุ่ม เวลาไทยก็จะประมาณ 2-3 ทุ่มเท่านั้นเอง ปิดเร็วจริงๆ
 
     จากย่านการค้าหวังฝูจิ่งเราก็กลับที่พักเพื่อเข้าพักผ่อนกับคืนสุดท้ายในปักกิ่ง ซึ่งก็ได้ลองชิมมาม่าปักกิ่ง จริงๆ แล้วเนี่ย ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 2 แล้วแต่ไม่ได้กิน เพราะว่าไม่มีแรงจะกิน พอกินเสร็จก็เข้านอน น้ำเนิ้มไม่ต้องอาบมันแล้วเพราะว่าตอนนั้นก็ปาเข้าไปตั้ง ตี 2 แล้ว และต้องตื่นตอน 6 โมงเช้าเนี่ย
 
     เช้าวันสุดท้ายในปักกิ่งก็ดำเนินมาถึงซะที วันนี้ไม่มีโปรแกรมอะไรเพราะว่าต้องไปสนามบินแต่เช้า เพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย ขากลับก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนอยู่ที่ปักกิ่ง หรือที่ฮ่องกง อากาศดีมากเลย ไม่มีฝน แต่พอเครื่องบินบินมาเข้าโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปั๊บ มืดฟ้ามัวดินเลย เครื่องบินตกหลุมอากาศ สั่นครืนๆ อยู่หลายเที่ยวมาก น่ากลัว มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่ความมืดดำ แต่ในที่สุดก็สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย สงสัยคงจะมีคนกลัวกันอยู่เยอะมาก ถึงขนาดที่ว่าพอเครื่องจอดสนิทปุ๊บ เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหวเลย (คงคล้ายๆ กับอาการของนายกฯ ที่แสดงออกหลังจากเครื่องบินเที่ยวปฐมฤกษ์ลงแตะพื้นรันเวย์ได้อย่างปลอดภัยมั้ง)
 
     พอลงจากเครื่องก็พาลูกทัวร์ทั้งหมดไปเอากระเป๋าที่สายสะพานที่ 7 ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร จะมีก็แต่กระเป๋าของเรา ที่โดนกระทำซะเยินเลย แตกหมดสามมุม ดีว่าไม่ได้แตกจนไม่สามารถแบกกลับได้ ทนไม่ได้เลยเอาไปเครมกับการบินไทย เขาก็ให้เบอร์โทรศัพท์ของร้านกระเป๋าที่เป็นของดราก้อนแอร์ ให้ แล้วให้เราโทรไปเพื่อให้เอาไปซ่อม เราดูสภาพแล้วเนี่ย ไม่น่าจะซ่อมได้ และมันก็เป็นจริง เพราะมันซ่อมไม่ได้ เขาเลยซื้อให้ใหม่เลย อิอิ ดีได้ใบใหม่ แต่ใบนั้นเราก็พึ่งใช้ครั้งแรกเองหง่ะ
 
     ในที่สุดการเดินทางสู่ปักกิ่งในเที่ยวนี้ก็สิ้นสุดลงซะที สำหรับใครที่ทนอ่านกันมาได้จนถึงตอนนี้ก็ขอขอบคุณด้วยแล้วกัน เพราะกว่าเราจะพิมพ์ออกมาได้เนี่ย ใช้เวลาเกือบเดือนเลยนะเนี่ย (จริงๆ ขี้เกียจไง) ก็เที่ยวหน้าไปที่ไหนอีกก็จะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกก็แล้วกันน้า...