Prapan 的个人资料^_^ HAPPY MEMO ^_^照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
10月9日 เซี่ยเหมิน-จางเจียเจี้ย ความสุขบนยอดเขาห่างหายไปนานเลย กับการเดินทางไกล ครั้งนี้ด้วยความฟลุคหรืออะไรก็ไม่รู้ได้ อยู่ๆ ดีๆ ก็ได้เดินทางไปยังเมืองจีน ดินแดนแห่งความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เดินทางไปยังเมืองเซี่ยเหมิน และ จางเจียเจี้ย รวมทั้งหมด 7 วัน เดินทางโดยสายการบินไทยแอร์ เอเชีย เริ่มตรงที่จริงๆ แล้วกรุ๊ปนี้เราจะไม่ได้ไปหรอก แต่บังเอิญพี่สาวของผู้จัดการซึ่งจะไป เกิดไม่สบายกระทันหันขึ้นมา ผู้จัดการก็เลย ให้เราไป (แต่ต่อมาพี่สาวผู้จัดการก็ไปด้วยแหล่ะ) กรุ๊ปนี้มีทั้งหมด 37 ชีวิต เช้าวันเดินทางคือวันที่ 24 ส.ค. นัดลูกค้าไว้ตอนเที่ยงครึ่งที่เคาน์เตอร์ ก็ติดรถพ่อไปกะว่าจะไปลงแถวๆ พระราม 7 แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป ปรากฏว่า เช้าวันนั้นเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณสะพานซังฮี้ (ใกล้ๆ กับบ้านจันทร์ส่องหล้าของนายกฯ แหล่ะ) ระเบิดมีอาณุภาพทำลายล้างกว้างถึง 5 กิโลเมตร ดีนะที่ไม่ระเบิด ถ้าระเบิดเนี่ย แย่เลย ตำรวจปิดการจราจรบริเวณนั้นทันที ไม่ให้รถผ่านไปมา ทำให้รถติดมาก แล้วบังเอิญว่าเราต้องผ่านด้วยไง ก็เลยต้องทนกับรถติดต่อไป ดีนะที่ออกจากบ้านเร็วหน่อย พอไปถึงสนามบินก็เกือบเที่ยงครึ่งพอดี ลูกค้ากรุ๊ปนี้มากันเร็วมาก เพราะเห็นบอกว่า สายการบินแอร์เอเชีย ทำงานช้า ต้องรีบมาเพื่อที่จะได้มีเวลาไปช้อปปิ้งด้านใน กว่าจะเช็คอินเสร็จก็เกือบบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว เครื่องบินออกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบ สายการบินแอร์เอเชีย เป็นโลว์คอส เลยทำให้ไม่สามารถเข้ามาจอดเทียบกับชานชาลาได้ ผู้โดยสารจึงต้องนั่งรถบัสออกไปขึ้นเครื่องแทน ประสบการณ์แรกในการทัวร์ครั้งนี้เลย ก็คือว่า แอร์เอเชียเนี่ย ถึงจะออกตั๋วมาแล้ว และมีเบอร์ที่นั่งบนเครื่องบินแล้วก็เถอะ แต่ก็เหมือนกับไปซื้อของลดราคา กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ อ่ะ ใครขึ้นเครื่องได้ก่อน ก็ได้เลือกที่นั่งก่อน ต้องแย่งกันนั่ง ทำให้กรุ๊ปเราก็นั่งรวมกันบ้างกระจายกันบ้างไป เครื่องบินเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเซี่ยเหมิน เวลา 19.55 น. พอออกมารับกระเป๋า เอาอีกแล้ว กระเป๋าเดินทางที่พึ่งใช้ครั้งแรก แตกอีกแล้ว ถามเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน ไอ้เราก็กลัวว่า ถ้าไปทำเรื่องเคลมกระเป๋า จะวุ่นวายและเสียเวลาคนอื่นๆ ก็เลย เอาไว้ก่อนวะ เดี๋ยวขากลับค่อยมาเคลมก็ได้ เลยรีบออกมา ก็เจอไกด์หนุ่มท่าทางแข็งแรง อารมณ์ดี ยืนถือป้ายรับทัวร์ ไปขึ้นรถ ไกด์ที่เซี่ยเหมิน ชื่อว่า CHEN NIAN ZHUN หรือเรียกว่า จุ่น พูดภาษาไทยชัดมาก เพราะเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาอยู่ที่ไทย (มหาสารคาม) ถึง 1 ปี ก็เลยชัดแจ๋วเลย แถมกินหมาที่มหาลัย หมดไป 4 ตัวแหนะ เซี่ยเหมินตั้งอยู่ในอำเภอฮกเกี้ยน มีสัญลักษณ์คือ นกกระยางขาว ไข่มุกแห่งท้องทะเล เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ 1 ใน 5 ของประเทศจีน พอขึ้นรถได้ ก็มีการแนะนำตัวกันเล็กน้อย แล้วรถก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางแรก คือ ภัตตาคาร เพื่อรับประทานอาหารค่ำ กรุ๊ปนี้มีกินเจกัน 2 คน เลยต้องให้ทำกับข้าวมาเป็นพิเศษ สำหรับ 2 คน ซึ่งอาหารเจก็นะ มีแค่ผัดผัก กับน้ำแกง แค่นั้นเอง แต่ลูกค้าก็บอกว่าพอแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว หลังจากทานอาหารกันเสร็จก็พาเข้าที่พักสำหรับค่ำคืนแรก เราพักกันที่ โรงแรม XIAMEN HUAQIAO HOTEL หลังจากส่งลูกค้าขึ้นห้องหมดแล้ว จุ่นไกด์หนุ่มก็พาเรากับพี่สาวและพี่ชายผู้จัดการไปกินอะไรกันนิดหน่อย แล้วค่อยกลับมานอน คืนแรกกว่าจะได้นอนก็ตี 2 กว่า ๆ แหนะ เช้าวันที่สองมาเยือน พร้อมแสงอรุณยามเช้า วันนี้ไม่รีบอะไรมากมาย เพราะว่า โปรแกรมมีแค่พาไปเดินช้อปปิ้งที่ถนนจงซาน แล้วก็ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ ไปยังจางเจียเจี้ย ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็พากันขึ้นรถ และเช็คอิน ตอนเช็คอินเนี่ย เกิดปัญหาเลย เพราะว่าลูกค้าไปแกะของที่ต้องสียตังค์ภายในห้อง กันเยอะมากๆ (จริงๆ แล้วเมื่อคืนก็ลืมบอกไปแหล่ะว่ามี) ทำให้ต้องคอยเคลียร์ก่อน และที่สำคัญไอ้ที่ลูกค้าแกะกันเยอะๆ เนี่ย มันเป็นคล้ายๆ กับยาคุมแบบฉีดของผู้หญิง ที่ฉีดเข้าไปในช่อง... เพื่อไว้ป้องกันเวลามีเพศสัมพันธ์ แล้วคิดดูสิว่ากรุ๊ปทัวร์นี้มีแต่ผู้หญิง และอายุอานามก็ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่า 50 กันเกือบทุกคน แล้วไปแกะมันทำไม กล่องละตั้ง 30 หยวน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทแหน่ะ พอสงสัยก็เลยถามว่า แกะกันทำไม ลูกค้าก็บอกว่า นึกว่าเป็นยาสีฟันบ้างหล่ะ นึกว่าเป็นปรอทบ้างหละ เลยเสียตังค์เลย ก่อนพาไปเดินทางที่ถนนจงซาน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็อยู่ติดกับโรงแรมนั่นแหล่ะ) จุ่นก็พาเข้าร้านบัวหิมะก่อน อย่างแรก ตอนแรก ลูกค้าก็บอกว่าจะไม่ซื้อ เข้าไปฟังเฉยๆ ปรากฏว่าสุดท้ายก็ซื้อกันมาเป็นกระตักๆ หลังจากนั้นเข้าร้านบัวหิมะแล้ว ก็พามาเดินที่ถนนจงซาน ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เลย จะมีหน่อยก็เป็นตลาดสด ที่ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แทรกอยู่ในตึกสูงใหญ่บริเวณนั้นได้ หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน ข้าวเที่ยงมื้อนี้กินกันบริเวณริมทะเล ใกล้ๆ กับ ถนนหวนเต่า ซึ่งเป็นถนนที่สร้างลงไปในทะเล สวยงามมาก เห็นแล้วก็นึกว่า ทำไมเมืองไทยไม่ทำอย่างนี้บ้าง แล้วเซี่ยหมินก็ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย จากถนนหวนเต่า ถ้าใช้กล้องส่องทางไกลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จะสามารถมองเห็นเกาะไต้หวันได้ด้วย หลังอาหารก็พาไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางไปยัง จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน โดยสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ ตอนแรกก็นึกว่า เที่ยวบินนี้จะบินตรงจากเซี่ยเหมินไปจางเจียเจี้ยเลย ปรากฏว่าไม่ใช่ ต้องไปแวะจอดที่เมืองฉางซาก่อน เลยทำให้เสียเวลาไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งจุ่นก็ไม่รู้เหมือนกัน จุ่นบอกว่าตอนซื้อตั๋วเขาก็บอกว่า เซี่ยเหมิน - จางเจียเจี้ย เท่านั้น ไปถึงจางเจียเจี้ย ประมาณ 18.00 สนามบินที่จางเจียเจี้ย เป็นสนามบินที่แปลกมาก พอลงจากเครื่องปุ๊บ ก็ต้องเดินเข้าไปยังตัวอาคาร ซึ่งมีชั้นเดียวด้านหลังสนามบิน เห็นเป็นภูเขาหลายลูกตั้งตระหง่านอยู่ ดูแล้วสวยงามจริงๆ ที่ว่าแปลกก็คือ พอเดินลงมาจากเครื่องบินแล้ว ส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จะให้เดินขึ้นไปยังตัวอาคารทันที ห้ามยืนถ่ายรูป แต่ที่จางเจียเจี้ยนี่ ใครจะถ่ายก็ถ่าย จะเดินเล่นก็เดิน แปลกดีมั้ยหล่ะ ก็เลยได้เก็บภาพ บริเวณสนามบินมาฝากกันนี่ไง ไกด์ท้องถิ่นที่มาคอยต้อนรับคณะเราก็คือ สาวสวยนาม เหวินจิ้ง หรือเรียกเธอว่า เสี่ยวเหวิน ไกด์ท้องถิ่นที่นี่พูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีทัวร์คนไทยมาลงที่นี่เท่าไหร่นัก นานๆ มาที และเสี่ยวหวินก็พึ่งจะรับกรุ๊ปคนไทยเป็นครั้งแรกด้วยนั่นเอง จากนั้นก็พาไปยังโรงแรม และกินข้าวภายในโรงแรม วันนี้มีรายการพิเศษที่ไม่มีรวมอยู่ในรายการ ก็คือ ดูการแสดงโชว์วัฒนธรรม ของชาวเผ่าแม้ว ซึ่งถ้าใครสนใจจะเข้าชม ก็เสียค่าผ่านประตูคนละ 180 หยวน มีลูกค้าที่สนใจประมาณ 15-20 คน ที่ไปดูด้วย การแสดงก็สวยงามน่าสนใจดี ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ การปีนบันไดที่ทำจากมีดคมกริบด้วยเท้าเปล่า ขึ้นไปยังยอดสูงสุด และ ปล่อยมือมั่ง จับมั้ง อยู่ข้างบนนั้นแหล่ะ เสียวแทนเลย พอการแสดงเคาะไม้ (คล้ายๆ กับลาวกระทบไม้) ก็ให้คนลงไปเล่นได้ เสี่ยวเหวินก็ลากเราลงไปกระโดดด้วย แต่ก็โดดโดนมั่ง หลบได้มั่ง โดดครั้งเดียวพอ เพราะคนลงมาเล่นเยอะมาก จากนั้นก็ยังมีเกมส์อีกอันหนึ่งคือ การเลือกเจ้าสาว เสี่ยวเหวินก็ผลักเราออกไปเล่นซะงั้น มีเจ้าสาวทั้งหมด 5 คน ปิดหน้าไว้ แล้วให้ทายว่าคนไหนเป็นเจ้าสาวตัวจริง ที่แสดงอยู่ในการแสดงเมื่อกี้ (ซึ่งเราไม่ได้ดู) ก็เลยเลือกคนที่ 3 มีคนเลือกเหมือนเราตั้ง 3 คน รวมเราเป็น 4 คน ทำให้กรรมการต้องหาวิธีตัดออกเหลือคนเดียว ก็คือการงัดข้อ รอบแรก เราได้คู่มือเป็นคนจีน ตัวเท่าๆ กัน เลยไม่หนักใจอะไร ชนะไปสบายๆ พอเจอรอบชิง เป็นคนจีนเหมือนกัน แต่ตัวใหญ่เบ้อเร่อเลย ก็เลยแพ้ไป แต่เจ้าสาวคนที่เราเลือกก็ไม่ถูกอยู่ดี หลังจากจบการแสดงก็กลับที่พัก แล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันกับพวกลูกทัวร์ผู้ชาย ก็เลยไปกินกันในตลาดกลางคืน คนเยอะมาก และแมลงก็เยอะด้วย แต่ก็อร่อยดี และถูกด้วย กินเสร็จก็กลับห้องนอน เช้าวันรุ่งขึ้น เช้าแห่งความหนื่อยยาก เช้าแห่งความเมื่อยล้า ก็มาถึง เพราะว่าวันนี้ทั้งวันต้องปีนเขา เขา และก็เขา หึหึหึ เอาหล่ะสิ คณะทัวร์คณะนี้ก็มีแต่วัยรุ่น (ดึก) กันซะส่วนใหญ่ ช่วงเช้าเราไปกันที่อุทยานแห่งชาติ จางเจียเจี้ย ซึ่งคนเยอะมากๆ เท่าที่สังเกตุจะเห็นแต่คนจีน เกาหลี ซะเป็นส่วนใหญ่ มีคณะเราคณะเดียวที่เป็นคนไทย ถามเสี่ยวเหวิน ว่าทำไมวันนี้คนเยอะจัง แกก็ดันตอบกลับมาให้ได้ตกใจว่า วันนี้ถือว่าน้อยนะ ปกติจะเยอะกว่านี้อีก การเข้าไปภายในอุทยาน จะต้องซื้อบัตรผ่านประตู ที่มีลักษณะคล้ายการ์ดโทรศัพท์บ้านเรา นอกจากใช้บัตรแล้ว ยังต้องมีการสแกนลายนิ้วมือให้ตรงกับบัตรด้วย เป็นไงหล่ะ ไฮเทคแค่ไหน ใครหวังจะเอาบัตรคนอื่นมาแอบอ้างอย่าหวังให้ยาก หลังจากผ่านประตูมาได้แล้ว (เราไม่ต้องผ่าน เขาทางพิเศษ เพราะมีบัตรไกด์) ที่แรกที่ไปเยี่ยมชมก็คือ เขาสิงโตเหลือง หรือภาษาจีนเรียกว่า หวงซือไจ้ โดยการนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปด้านบนของภูเขา กระเช้าที่นี่ดูจะปลอดภัยกว่าที่เคยไปขึ้นที่คุนหมิง แต่เสียอย่างเดียว ภายในกระเช้าต้องยืนเพราะคนเยอะมาก ไอ้เราก็ไม่ได้ยืนติดกระจก ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย ขึ้นมาถึงด้านบนก็ถึง เขาสิงโตเหลือง ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้ มีเนื้อที่ 83000 กว่าไร่ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1300 เมตร บนเขามีจุดชมวิวที่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวเขา พอดีช่วงที่ไปนี่เป็นหน้าร้อน วิวก็ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไกด์สาวบอกว่าถ้ามาช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และม่านหมอก สวยงามมาก หยุดพักให้ได้ถ่ายรูป กินลมชมวิวกันสักพัก ก็พานั่งกระเช้าลงด้านล่าง เพื่อไปทานอาหารกลางวัน ซึ่งต้องออกจากอุทยานไป ไกด์เลยต้องบอกว่าให้เก็บบัตรเข้าไว้ให้ดีอย่าใสห้หาย เพราะว่าต้องใช้อีก พอทานข้าวเสร็จก็กลับมายังจุดทางเข้าเดิม แต่ไปคนละที่กัน ตอนบ่ายนี้ ไม่ได้เดินขึ้นเขาแล้ว แต่เดินเลาะไปตามลำน้ำที่ไหลไปตามหุบเขา ซึ่งลำธารนี้เรียกว่า จินเปียนซี หรือลำธารแส้ทอง เป็นลำธารที่ไหลวนตามช่องเขาและชะง่อนผา ระยะทางยาว 5700 เมตร น้ำในลำธารเขียวใส สองฟากฝั่งจะมีหินแปลกประหลาดตั้งตระหง่านเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ภูเขาแม่ลูก ซึ่งมีลักษณะคล้ายผู้หญิงกำลังอุ้มลูกอยู่ (มองๆ ไปก็คล้ายอย่างที่เขาว่าแหล่ะ) เดินไปได้แค่ครึ่งทาง ลูกทัวร์ก็ไม่เดินกันแล้ว เพราะเมื่อย เลยให้หยุดพัก จริงๆ แล้ว บริเวณนี้ถ้ามาเดินหน้าหนาว อาจจะได้บรรยากาศกว่านี้ พอหายเหนื่อยกันแล้วก็พาเดินออก ไกด์เห็นสภาพแล้วว่า เดินมาทั้งวัน คงล้าน่าดู เลยพาไปร้านนวดฝ่าเท้า เพื่อที่จะได้พักผ่อนให้หมอนวดฝ่าเท้าให้ ปรากฏว่า คนไทยไปไหนก็แล้วแต่ ตรงไหนมีของขาย ก็เป็นอันได้ซื้อ ซึ่งก็จริงๆ ที่ร้านจะมีขายพวกยาแช่เท้า บัวหิมะ และยานวด รวมทั้งดีหมีด้วย ก็ซื้อกันซะเรียกว่า เปิดร้านใหม่ได้มั้ง หลังจากหายเมื่อยแล้ว ก็พาเข้าโรงแรม และกินอาหารกันในโรงแรมนั่นแหล่ะ แต่อาหารมื้อนี้ กินไม่ค่อยได้ เพราะว่า ทำมามีแต่หมู และมันมากๆ ซึ่งคนไทยก็อย่างที่รู้กันว่า ไม่ชอบกินอาหารมันๆ มื้อเย็น (คนไทยเชื้อสายจีนนะ) มื้อนี้ก็เลยกินกันไม่ค่อยลง ส่วนอาหารเจ 2 คน ก็ได้มาแต่ไข่เจียว ที่เหลือรอนานมากๆ ลูกค้าก็เลยไม่รอ งอนซะงั้นเลย หลังอาหารมื้อเย็น พวกอาเฮียทั้งหลาย ก็เริ่มออกปฏิบัติการล่าเนื้อหมากัน วันแรกที่มาถึงเมืองจีน ก็ถามแล้วว่า มีเนื้อหมาให้กินหรือเปล่า ไกด์เราก็ช่างประเสริฐ บอกว่ามีครับ หาให้ได้ ก็เลยเป็นอันว่าได้กินด้วยการจัดการของ ไกด์สาวสวย เสี่ยวเหวิน ก็เลยได้กินกัน รสชาดเนื้อหมาที่เรากินไป ก็คล้ายๆ กับเนื้อไก๋อ่ะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเนื้อหมาก็ไม่รู้หรอก อร่อยปะแล่มๆ แหะแหะแหะ ที่ปะแล่มก็เพราะว่า รู้ไงว่าเป็นเนื้อหมาอ่ะ คราวนี้ขอเล่าเรื่องน่ารักๆ ระหว่างไกด์สาวกับหัวหน้าทัวร์หนุ่ม (อิอิ) นั่นหมายถึงเรานั่นแหล่ะ หลังจากกินเนื้อหมากัน เราอิ่มแล้วก็เลยปล่อยให้พวกอาเฮียคุยกันไปเรื่อยๆ เราก็ไปเดินเล่นกับเสี่ยวเหวิน แล้วก็กินไอติมกัน แต่เสี่ยวเหวินเป็นคนจ่ายอ่ะ เราจะจ่าย เขาก็บอกว่า เราเป็นแขกให้จ่ายให้ได้ไง ก็เลยยอม แค่นี้แหล่ะ เหอะเหอะเหอะ พอกลับมาโรงแรม เสี่ยวเหวิน ก็ซื้อลูกกีวี มา แล้วก็ปลอกให้กินด้วย พนักงานที่โรงแรม ก็เลยแซวว่า ทำไมไม่จีบเลยหล่ะ ผู้หญิงมานั่งปลอกผลไม้ให้กินเนี่ย แสดงว่าเขาต้องคิดอะไรบ้างแหล่ะนะ เราก็เลยบอกว่า กำลังจะจีบอ่ะ แต่เขามีแฟนแล้ว (แล้วมารู้ทีหลังอีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วด้วย) ก็เลยได้แต่คิดให้ใจชุ่มฉ่ำเล่นๆ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ก็ไม่วายไปส่งถึงหน้าห้องนอนแหล่ะเรา อิอิ เช้าวันต่อมา ก็ไปปีนเขากันต่อ ที่เขาเทียนจื่อซาน ทางเข้าก็เป็นแบบเดียวกันกับทางเข้าอุทยานจางเจียเจี้ย ที่ต้องใช้บัตรและลายนิ้วมือ ก็จะไม่ให้เหมือนกันได้ไงหล่ะ ก็มันเป็นที่เดียวกัน เพียงแต่คราวนี้เรามาเข้ากันอีกทางนึงเท่านั้นเอง พอเข้ามาได้ ก็ต้องนั่งรถ ไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ขึ้นเขาไป ก็นั่งกันซะเบื่อแหล่ะ แถมเส้นทางก็วกไปเวียนมา แทบจะเอาของที่กินไปตอนเช้าออกมาให้ได้ พอขึ้นไปถึง เราก้ได้เห็นถึงสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่คนจีนคิดได้อ่ะ ทำได้ยังไง นั่นคือ ลิฟท์สวรรค์ เป็นลิฟท์แก้วที่สร้างเพื่อโดยสารขึ้นไปบนเขาสูง ลองนึกภาพนั่งกระเช้า ก็ว่าตื่นตาตื่นใจแล้วนะ อันนี้นั่งลิฟท์อ่ะ ขึ้นตรงๆ ไปจนถึงยอดเขา เห็นหมดเลยทิวทัศน์ แจ่มจริงๆ เขาเทียนจื่อซาน มีเนื้อที่ 65 ตร.ม. ยอดเขาสูงสุดวัดได้ 1250 เมตร ทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกของเขา เต็มไปด้วยชะง่อนผาอันสูงชัน ลำห้วยลึก และป่าหินซึ่งมีหินยักษ์ในรูปลักษณะต่างๆ นานา ยืนตระหง่านค้ำฟ้าอยู่ พอมาถึงยอดเขาด้วยลิฟท์สวรรค์แล้ว ไกด์สาวเราก็พาไปชมวิว ณ รูปปั้นนายพลเฮ่อหลง ซึ่งเป็นลานกว้าง สามารถถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้ และยังมีทางลงไปชมวิวด้านล่างได้อีก แต่เราไม่ได้ลงไป เพราะว่ามีลูกทัวร์บางคนไม่ยอมลงไป ด้วยความเหนื่อยล้ามั้ง เลยขอนั่งพัก ไอ้เราก็เลยต้องอยู่เป็นเพื่อนด้วย พอกลุ่มที่ลงไปขึ้นมา พี่จุ่น ไกด์หนุ่มเรามีมาเยาะเย้ย สวยจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้ลงไป แล้วก็หัวเราะ มันน่านัก จากนั้นก็นั่งรถบัสกลับลงสู่ด้านล่างเพื่อไปรับประทานอาหารกัน พอรับประทานอาหารเสร็จ คราวนี้ไม่ขึ้นเขาแล้ว ไปเข้าถ้ำแทน นั่นก็คือ ถ้ำมังกรเหลือง (หวงหลงต้ง) ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความสูงถึง 160 เมตร แบ่งออกเป็นสี่ชั้น ภายในถ้ำมีอ่างเก็บน้ำ 1 แห่ง ลำธารใต้ดินสองสาย น้ำตกใต้ดินสามแห่ง บึงสี่แห่ง ห้องโถงสิบสามแห่ง และระเบียงทางเดิน 90 กว่าแห่ง ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อย รูปร่างต่างๆ มากมาย แล้วพวกเราก้อได้ลงเรือ ล่องไปตามลำธารภายในถ้ำ ซึ่งน้ำนั้น ขอบอกเย็นมาก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในนั้นต้องใส่เสื้อกันหนาวกันทุกคน ก็อุณหภูมิเล่นคงที่ที่ 25 องศาตลอดเวลานิ แต่พอออกข้างนอกดิ ประมาณ 35 ไม่เป็นไข้ก็ให้มันรู้ไป เขาอยู่ในถ้ำกันมีความสุขดีออก พอล่องเรือเสร็จก็ออกมาเพื่อที่จะเดินทางไปสู่สถานีรถไฟจางเจียเจี้ย ไปสู่หมู่บ้านโบราณฟ่งหวง แต่ปรากฏว่า ฝนดันเป็นใจซะเหลือเกิน เทกระหน้ำลงมาซะงั้น ก็เป็นอันว่า ต้องยืนคอยให้ฝนหยุด แต่พี่จุ่น ไกด์เราดูท่าทางแล้วว่า ถ้ารอฝนหยุดเนี่ย ต้องตกรถไฟแน่ๆ ก็เลยเอาวะ ให้ลูกทัวร์ซื้อเสื้อกันฝน กันคนละตัว (ตัวละ 3 หยวน) แล้วก็ลุยฝนไปกันเลย กว่าจะถึงรถเราก็เล่นเอาขากางเกงเปียกโชกเลย ไปถึงสถานีรถไฟ ก็ต้องมาวุ่นวายกับสัมภาระ เพราะว่า ต้องเอากระเป๋าเดินทางทั้งหมดไปด้วย บริเวณสถานีรถไฟ ก็จะมีพวกคนจีน มาคอยบริการ แบกกระเป๋าให้ คิดใบละ 5 หยวน ใบไหนใหญ่หน่อยก็ 10 หยวน แต่เชื่อปะ ว่า คนนึงแบกเนี่ย แบกกันคนละ เกือบ 10 ใบใหญ่ๆ แล้วคนแบกเนี่ย ก็ตัวเล็กนิดเดียว แล้วต้องแบกขึ้นสถานีรถไฟ เกือบ 3 ชั้น ทำไปได้ เพื่อความอยู่รอด เห็นแล้วก็สงสารอ่ะนะ แต่ของเราแบกเองอ่ะ บรรยากาศในการนั่งรถไฟ ไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้กัน รถไฟเมืองจีน ไม่ได้ต่างจากรถไฟเมืองไทยเท่าไหร่ ออกจะน่ากลัวกว่ามากด้วยซ้ำ บนรถไฟเจ้าหน้าที่ก็จะคอยเข็นนู่นเข็นนี่มาขายตลอดเวลา (นั่งรถไฟประมาณ 3 ชั่วโมง) ทั้งถุงเท้า น้ำ ผลไม้ ของกิน ซึ่งที่เราชอบเนี่ย เป็นเต้าหู้เสียบไม้ราดด้วยพริกของเขาอ่ะ อร่อยมาก แต่เค็มไปนิด เสี่ยวเหวินซื้อให้กิน หลังจากได้นั่งพักผ่อนไปได้ 3 ชั่วโมง ก็ถึงคราวต้องมาผจญกับความโกลาหลครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ การขนกระเป๋าลงจากรถไฟ เพราะว่ารถไฟมีเวลาจอดและมีเวลาออก เราเลยต้องทำเวลาเหมือนกัน ไกด์ 2 คน กับหัวหน้าทัวร์ 1 คนก็ช่วยกัน รวมทั้งลูกทัวร์ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ด้วยความที่รู้กิติศัพท์ของคนเมืองจีนว่ามือไว ลูกทัวร์ทุกคนเลย ยืนล้อมกระเป๋าที่เอาลงมาแล้วเลย ดูซิว่าใครจะกล้ามาหยิบ แต่ที่น่าจับไปต้มยำทำแกงให้เปื่อยเนี่ย เห็นจะเป็นคนจีนที่จะขึ้นรถไฟ มันไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไรเลย จะขึ้นอย่างเดียว ไอ้เราก็เอาของลง มันก็จะเบียดขึ้นไป เจ้าหน้าที่กันแล้ว ก็ไม่อยู่ เราหมั่นไส้ก็เลยแกล้งดึงเสื้อมันไว้เล่นๆ ไม่ให้มันไป มันก็ไม่หันมามองนะ สะบัดๆ อย่างเดียว แล้วก็รีบแทรกขึ้นไป อีกทีไกด์หนุ่มเราหมั่นไส้มั้ง เห็นสวนกันขึ้นมาอยู่นั่นแหล่ะ เลยเอากระเป๋าวางไว้หน้าประตู แล้วพอคนจีนสวนขึ้นมา ก็ถีบกระเป๋าใส่เลย กระเด็นสิครับ เราก็สงสารนะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ไม่รอเอง ที่เขาไม่ยอมรอเพราะว่ากลัวจะไม่มีที่นั่ง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปเข้าทางอื่น ต้องมาเข้าประตูเนี้ย หลังจากผ่านความโกลาหลมาแล้ว ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน (รวมทั้งเราและไกด์ด้วย) ว่าคราวหน้าไม่เอาแล้วนะ รถไฟ เข็ด ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าทีเดียว สถานีรถไฟที่เราลง เป็นสถานีรถไฟจี๋โส่ว ห่างจากเมืองฟ่งหวงไปประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้นเราเลยต้องนั่งรถโค้ชต่อไปอีก 1 ชั่วโมง จนถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งถือเป็นวันที่ลำบากที่สุดในทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าหลังจากผจญกับรถไฟมาแล้ว มาถึงโรงแรม ปรากฏว่าโรงแรมไม่มีลิฟท์ แล้วพนักงานก็กลับไปหมดแล้วทำไงหล่ะ ไม่มีใครช่วยขนกระเป๋าขึ้นไปบนห้อง เราเลยต้องวานให้ผู้จัดการโรงแรมนั่นแหล่ะ เป็นคนช่วยหิ้วขึ้นไป แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่สำหรับเรายังไม่หมด เพราะว่ามัวแต่ห่วงของคนอื่น เลยไม่ได้หิ้วกระเป๋าเอกสารของเราลงมา ซึ่งภายในนั้นมีกุญแจสำหรับเปิดกระเป๋าเดินทางอยู่ แล้วคนขับรถก็ไปแล้ว เลยต้องนอนทั้งชุดนั้นแหล่ะ รอจนเช้าถึงได้เปลี่ยนชุด เฮ้อ กรรม... เช้าวันต่อมา ก็ไปเที่ยวชมหมู่บ้านโบราณฟ่งหวง ซึ่งมีรูปหงส์เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ หมิง และ ชิง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากเที่ยวชมความโบราณของบ้านเรือนแล้ว ก็ไปนั่งเรือล่องแม่น้ำถัวเจียงกัน ซึ่งแม่น้ำก็ใสเหลือเกิน ขณะล่องเรือ ก็จะมีสาวเผ่าเหมียว มาคอยขับกล่อมเพลงต้อนรับแขกผู้มาเยือน อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเพลงเพราะมาก โดยเฉพาะเวลาเสี่ยวเหวินร้อง พอล่องเรือเสร็จก็ปล่อยให้ลูกค้าได้เดินช้อปปิ้งกันสักพักแล้วก็พาเดินทางกลับสู่จางเจียเจี้ย ด้วยรถโค้ช (ไม่นั่งแล้วรถไฟ) ถึงจางเจียเจี้ย ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงได้ แล้วก็พาเข้าที่พัก ส่วนพวกอาเฮียก็ออกไปหาอะไรกินกันต่อ ซึ่งแถวๆ นั้นก็มีเปิดอยู่แค่ร้านเดียวก็คือ ร้านลูกกุ้งมังกร คล้ายๆ เอากุ้งมารวนใส่เกลือ ใส่พริก แล้วก็ใสกะละมัง (ขอย้ำว่าใส่กะละมัง) มาเสิร์ฟเลย แล้วก็แจกถุงมือกันคนละคู่เพื่อที่จะได้กินกุ้งกันได้อย่างไม่ต้องกลัวสกปรก แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเกะกะมากกว่า เสี่ยวเหวินกลับบ้านไปก่อน ซึ่งเราก็ไปส่งที่หน้าบ้านแกอีกแหล่ะ แล้วก็กลับมาอีกทีพร้อมกับแฟนครับ แงแงแง... พอกินกับพวกอาเฮียเสร็จ เราก็มานั่งที่โต๊ะของเสี่ยวเหวินต่อ ก็นั่งเฉยๆ แหล่ะ ไม่ได้คุยอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร กว่าจะได้กลับห้องพร้อมพี่จุ่นก็เกือบตี 1 แล้ว ปรากฏว่า ไปเคาะห้อง ลูกทัวร์ที่นอนห้องเดียวกับเราไม่รู้ว่าไม่อยู่หรือไม่ตื่น เราก็เลยต้องมานอนห้องพี่จุ่นเลย เช้าตื่นมา ก็ไปเยี่ยมเยียนบ้านวาดภาพด้วยทราย กัน แป๊บนึง แล้วก็พาไปช้อปปิ้งห้างที่ใหญ่ที่สุดของจางเจียเจี้ย (คล้ายๆ กับโลตัสบ้านเราแหล่ะ) แล้วก็เดินทางกลับสู่เซี่ยเหมินกัน ใจหายเลย พอรู้ว่าจะต้องจากไกด์สาวแล้ว เราก็เลยขอเบอร์ไว้ แล้วก็บอกว่าถ้าว่างๆ จะโทรหาน้า แล้วก็ถ่ายรูปคู่ไว้อีกรูป พวกอาเฮียก็เชียร์เหลือเกินให้หอมแก้มแล้วก็กอด แต่ไม่กล้าอ่ะ เลยอดไป แล้วก็กลับมาถึงเซี่ยเหมินในที่สุด เช้าวันสุดท้ายในเมืองจีนสำหรับทริปการเดินทางอันทรหดอดทนทริปนี้ หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปสู่ เกาะกู่ลั่งยี่ หรือที่เรียกกันว่า เกาะเปียโน ทำไมถึงได้ชื่อว่าเกาะเปียโน ก็เพราะว่าบนเกาะนี้ มีพิพิธภัณฑ์เปียโนอยู่นั่นเอง เกาะกู่ลั่งยี่ เป็นเกาะที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเซี่ยเหมิน เพียง 700 เมตร เป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก เนื้อที่ 1.78 ตร.กม. บนเกาะถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของบ้านเรือนในสถาปัตยกรรมหลากหลายแบบของชนชาติต่างๆ ทั่วโลก เลยทีเดียว และชาวจีนโพ้นทะเลก้ได้นำมาสร้างไว้ ณ เกาะนี้เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ บนเกาะจะมีสวนซูจวง ซึ่งเป็นสวนที่ตกแต่งสวยงาม สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 ที่ว่าสวยงามก็เพราะเป็นสวนที่สร้างขึ้นโดยอาศัยธรรมชาติทางทะเลเป็นตัวกำหนดแบบแปลนของสวนนั่นเอง ภายในสวนก็มีพิพิธภัณฑ์เปียโน ซึ่งเป็นที่ที่เก็บเปียโนหลากหลายแบบ ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ รุ่นที่หาไม่ได้แล้วในโลกนี้ หรือนานๆ ครั้งจะหาเจอ ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ที่น่ารักๆ ก็จะมีเปียโนตัวเล็กๆ ที่ตั้งไว้ชนมุมเห้อง ตัวเล็ก ๆ น่ารักมาก หลังจากชมสวนและพิพิธภัณฑ์เปียโนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาช้อปปิ้งกันซะที คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ ให้เวลาเดินช้อปปิ้งกันอย่างเต็มอิ่มจุใจ ส่วนเราก็แอบเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใบนึง สวยถูกใจมาก ก็เลยยืนต่อราคากับเจ้าของอยู่นานมาก ก็ดื้อไม่ยอมให้ จนวินาทีสุดท้ายก็ให้มาในที่สุด แบบว่าจะเอาอ่ะ ก็อยากได้นี่นา กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ประมาณ 30 นิ้ว หุ้มหนัง จากราคาขาย 350 หยวน ยืนต่อกับมันจนได้ราคา 150 หยวน แพงปะ ก่อนจะเดินทางไปสู่สนามบินก็แวะไปดื่มชาคลายหนาว (เพราะฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว) จริงๆ แล้วกะว่าจะอยู่ร้านชากันแป๊บเดียว เพราะว่ามีโปรแกรมจะไปช้อปปิ้งกันต่อที่ห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองเซี่ยเหมิน คือ ห้างเวิร์ดมาร์ท แต่ปรากฏว่าเพลินกับการดื่มชากันนานไปหน่อย ก็เลยอด ไม่ได้อดอย่างเดียว เวลาจะไปสนามบินก็แทบจะไม่มีแล้ว ก็เลยต้องบึ่งกันแบบว่า พอเข้าไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน ก็เหลือเวลาแค่ 2 นาที ก่อนปิดเคาน์เตอร์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็บ่นหงิงเลย เราก็ไม่สนแล้ว โหลดกระเป๋า ออกบอร์ดดิ้ง พาส อย่างเดียว บ่นไป ไม่ฟัง แล้วก็รีบวิ่งมาเพื่อรอขึ้นเครื่อง เหตุผลที่ต้องรีบวิ่งมารอขึ้นเครื่องก็เพราะว่า สายการบินแอร์เอเชีย เหมือนกับซื้อของลดราคาอ่ะ ใครเร็วกว่าก็ได้ไป คงจะนึกภาพกันออกอ่ะนะ เมืองไทยเห็นบ่อยๆ อิอิ ในที่สุดการเดินทางอันยาวนาน ในดินแดนแห่งขุนเขาก็จบลง หลงเหลือไว้แต่ความเหนื่อย เอ้ย ความประทับใจ (ไม่รู้หล่ะใครไม่ประทับใจ แต่เราประท้บใจ พอแล้ว) สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ก็คงอ่านกันจนตาแฉะแหล่ะนะ ก็อ่านๆ ไปเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ... 评论 (8)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://prapan.spaces.live.com/blog/cns!1D1FCC7E2DB1D4E1!388.trak 引用此项的网络日志
|
|
|